คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 6721/2554
หลักกฎหมาย
โจทก์เพียงแต่ไม่ได้ไประวังแนวเขต เป็นเหตุให้ถูกผู้นำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมีโฉนดส่วนของโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามที่ถูกนำชี้และทำรูปแผนที่ในโฉนดรุกล้ำเข้าไปทับรูปแผนที่ในโฉนดของโจทก์เป็นเพียงความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ไม่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำหรือไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินและแก้ไขรูปแผนที่ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำ กรมที่ดินจำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่โฉนดของจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแก้รูปแผนที่ในโฉนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ กำหนดระยะเวลา 90 วัน ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ วรรคห้า เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาในกรณีที่คู่กรณีเข้าไปรับการไกล่เกลี่ยจากเจ้าพนักงานที่ดินและหากไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่ดินก็ให้นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน หากไม่ไปยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาก็ให้ถือว่าผู้ขอรังวัดสอบเขตไม่ประสงค์ที่จะให้มีการรังวัดสอบเขตต่อไป แต่หากไปยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอฟังคำวินิจฉัยของศาลเพื่อดำเนินการต่อไปจึงไม่ใช่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและให้แก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปบังคับคือมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวา โดยที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และโฉนดเลขที่ 28669 ดังกล่าว อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28659 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และนำพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ทำการวัดสอบเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 27 ตารางวา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ทำการแก้รูปแผนที่ตลอดจนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ให้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยทับที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรงต่อความจริง ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์เนื้อที่ขาดหายไป 27 ตารางวา ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีที่ดินของโจทก์จำนวน 27 ตารางวา รวมอยู่ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์คัดค้านต่อจำเลยทั้งสี่แล้ว วันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวาจริง โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในส่วนที่ดินของโจทก์ตามคำขอลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 ให้เป็นไปตามความเป็นจริง โดยหักเนื้อที่ที่ดินในส่วนของโจทก์ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวา ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวออกไป และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งบริวารขัดขวางการใช้ที่ดินในส่วนดังกล่าวของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 28669, 28659 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จริง โดยจำเลยที่ 1 ซื้อมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์เองกลับรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินข้างเคียงฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28869 ของจำเลยที่ 1 แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 29692 ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 อ่านฟ้องแล้วไม่ทราบว่าที่ดินแปลงไหนเป็นที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า โจทก์เสียหายอย่างไร และจำเลยที่ 1 กับพวกต้องรับผิดในฐานความผิดใด หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดบุกรุกฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการสั่งแก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ตามหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2528 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินในท้องที่โดยเฉพาะและโจทก์จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คือ โจทก์ต้องยื่นคำขอสอบเขตที่ดินเสียก่อน หากที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินประจำท้องที่ก็มีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คู่กรณีฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ถ้าไม่ฟ้องต่อศาลภายในกำหนด ให้ถือว่าผู้ขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์จะสอบเขตที่ดินต่อไป เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขต เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปางออกไปรังวัดสอบเขตในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 และเสร็จการรังวัดสอบเขตเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2542 ขณะรังวัดเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 27 ตารางวา ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้โอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ก่อนจำเลยที่ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 กับพวกขอรั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง