คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 6742/2547
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยตะโกนข้ามแม่น้ำเหืองที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาจากพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ที่ฝั่งลาว โดยจำเลยไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ แม้พวกของจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาดังกล่าวข้ามเขตมามอบให้ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยสั่งซื้อ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง แต่การตะโกนสั่งซื้อของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 65, 67, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานีหรือท้องที่ที่กำหนด และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางไว้ในครอบครองจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 (ที่ถูกมาตรา 62 วรรคหนึ่ง), 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักร กับฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาญาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เข้ามาในราชอาณาจักร กับฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 16 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานีหรือท้องที่ที่กำหนด และฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกฐานละ 2 เดือน รวมเป็น 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน รวมโทษจำเลยทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 33 ปี 22 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.40 กรัม และกัญชาแห้งจำนวน 2 ห่อ น้ำหนัก 22.99 กรัม ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจสมพงษ์ ชนะวงษ์ ดาบตำรวจบุญสิน ธานีวรรณ และสิบตำรวจตรีประทีป สิทธิจักร ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะร่วมกับพวกออกลาดตระเวนเพื่อปราบปรามการค้ายาเสพติดไปถึงบริเวณริมแม่น้ำเหืองข้างวัดโพนสว่าง และหยุดซุ่มดูอยู่ในป่า ได้เห็นจำเลยเดินลงจากตลิ่งไปที่ริมแม่น้ำแล้วตะโกนเรียกหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่ฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่า "ซื้อยาด้วย ยาบ้า 130 กัญชา 120" หญิงดังกล่าวได้พายเรือมายังฝั่งประเทศไทยนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางมาส่งมอบให้จำเลย โดยจำเลยส่งมอบธนบัตรให้แก่หญิงคนนั้น จากนั้นหญิงดังกล่าวพายเรือกลับไป ส่วนจำเลยเดินขึ้นจากริมแม่น้ำเหืองประมาณ 15 เมตร พยานทั้งสามกับพวกก็เข้าไปแสดงตัวขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางในกระเป๋ากางเกงของจำเลย จึงจับกุมจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่านำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนและกัญชาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และมีพันตำรวจตรีคารมย์ ผดุงพจน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสี่ปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย ทั้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยตลอด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟังแม้พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจะเบิกความเกี่ยวกับความกว้างของแม่น้ำเหืองแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยมิใช่ข้อสาระสำคัญ ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง