คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 6754/2549
หลักกฎหมาย
เดิมที่ดินพิพาทเป็นของ ก. ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2513 ก. ได้จดทะเบียนการซื้อขายให้แก่ ด. ในวันเดียวกัน ด. ได้แบ่งที่ดินพิพาทเป็น 6 แปลง และจดทะเบียนแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และ ป. บิดาโจทก์ที่ 3 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 2513 จำเลยฟ้อง ก. ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นของ ก. ตกเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2513 โดยพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย คดีถึงที่สุด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและ ก. ซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ทั้งสามจะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาท 1 แปลงมาจาก ป. และ ป. กับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ด. โดย ด. รับโอนที่ดินพิพาททั้งหมดมาจาก ก. คดีดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจาก ก. ด้วย จึงต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เดิมนายดี อินทร์ธรรม เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7 เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2513 นายดีได้แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 42/7 และ 46/7 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา กับ 1 งาน 20 ตารางวา (ที่ถูก 40 ตารางวา) ตามลำดับ แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 2 แปลง เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 43/7 เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา กับที่ดินส่วนเนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา และแบ่งที่ดินให้แก่นายปัด อินทร์ธรรม บิดาโจทก์ที่ 3 อีก 1 แปลง เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 6 ตารางวา ภายหลังนายปัดยกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 3 โจทก์ทั้งสามครอบครองที่ดินที่ได้รับการยกให้ตลอดมา ส่วนที่ดินที่เหลือนายดีแบ่งให้จำเลยแต่ยังมิได้จดทะเบียนการโอนให้ เพราะนายดีได้ถึงแก่ความตายก่อน ปี 2518 โจทก์ที่ 2 ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด จำเลยขอทำนาในที่ดินของโจทก์ทั้งสามรวม 20 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา โดยจำเลยตกลงแบ่งผลผลิตในที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามตลอดมา เมื่อเดือนมกราคม 2542 โจทก์ทั้งสามขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืน แต่จำเลยไม่ปฎิบัติตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม ที่ดินพิพาทหากทำนาจะได้ข้าวเปลือกปีละ 4,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 6 บาท คิดเป็นเงินปีละ 24,000 บาท ขอให้จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง กับให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสามไม่อาจทำนาปีละ 24,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุตรนายดี อินทร์ธรรม เดิมที่ดินพิพาทรวมอยู่ในที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ 35 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา มีหลักฐานเป็นที่ดิน ส.ค.1 ของนายแก้ว ยางงาม เมื่อปี 2498 นายแก้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยในราคา 2,100 บาท จำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวทำนาตลอดมา เมื่อปี 2513 นายแก้วไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในที่ดินดังกล่าวซึ่งไม่ชอบเพราะออกทับที่ดินของจำเลยทั้งแปลง จำเลยไปคัดค้าน และฟ้องนายแก้วห้ามรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวของจำเลย ต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย จำเลยครอบครองทำงานโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยโจทก์ทั้งสามไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือโต้แย้งคัดค้าน เมื่อปี 2516 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินพิพาทจำเลยจึงได้ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาสินไหมต่อศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความรับว่าที่ดินพิพาททั้งหมดเป็นของจำเลยและจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ยกเว้นที่ดินที่โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้าน เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา โจทก์ที่ 1 ยังคงอาศัยอยู่ ปี 2517 โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ยังคงอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 อาศัยอยู่ต่อ จำเลยไม่ทราบเรื่องการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7 ให้แก่นายแก้ว เพราะจำเลยได้คัดค้านไว้แล้วตั้งแต่ปี 2513 การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้นายแก้วยังได้สมคบกับนายดีและโจทก์ทั้งสามแบ่งแยกโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามโดยไม่สุจริต จำเลยขอให้นายแก้วและโจทก์ทั้งสามเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7, 42/7, 43/7, 44/7, 45/7, 46/7 ตำบลดู่ (ปัจจุบันตำบลโจดม่วง) อำเภอราษีไศล (ปัจจุบันกิ่งอำเภอศิลาลาด) จังหวัดศรีสะเกษ เป็นของจำเลย ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง และขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวทั้งหมด ถ้าหากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม กับขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างนายแก้วกับนายดีและการให้ระหว่างนายดีกับโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทมาโดยชอบ และโจทก์ทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง คดีขาดอายุความ ขณะที่จำเลยฟ้องนายแก้ว โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งเป็นการฟ้องเกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่น คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสาม โจทก์ที่ 1 กับสามีโจทก์ที่ 2 ไม่เคยยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 7, 42/7, 43/7, 44/7, 45/7 และ 46/7 ตำบลดู่ (ปัจจุบันตำบลโจดม่วง) อำเภอราษีไศล (ปัจจุบันกิ่งอำเภอศิลาลาด) จังหวัดศรีสะเกษ ห้ามโจทก์ทั้งสามเข้าเกี่ยวข้อง กับให้โจทก์ที่ 1 แล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง