ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536

ฎีกาที่ 676/2536

หลักกฎหมาย

การวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารวางเป็นประกันนั้นพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ไม่ได้บัญญัติให้มีผลเช่นเดียวกับวางเงินประกัน จึงไม่อาจถือเสมือนว่าผู้นำของเข้าได้ชำระเงินอากรที่ได้แจ้งภายในเวลาที่กำหนดดังเช่น วางเงินประกัน ตามมาตรา 112 ทวิวรรค 2 ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่โจทก์เรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้วจำเลยไม่ชำระค่าอากรที่ขาดก็ย่อมต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามกฎหมาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2524 จำเลยได้นำสินค้าเส้นใยดิบโพลีเอสเตอร์ พี.โอ.วาย.เกรดเอจากเมืองไต้หวันเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530 สำแดงราคาสินค้า 1,662,907.72 บาท และแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 114-00396 สำแดงราคาสินค้า 964,950บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ไม่เชื่อว่าราคาที่จำเลยสำแดงจะเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดจึงให้จำเลยวางประกันค่าภาษีอากรในขณะเดียวกันจำเลยได้นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุ เพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศซึ่งจำเลยจะได้รับคืนอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482มาตรา 19 ทวิ ดังนั้น จำเลยจึงให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด ค้ำประกันการชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเป็นเงิน 908,000 บาท และ 525,000 บาท ตามลำดับ จากนั้นจึงตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไป ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 ตรวจพบว่าจำเลยนำสินค้าดังกล่าวไปใช้ในการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันนำเข้าเพียงบางส่วน ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าภาษีอากรสำหรับสินค้า ส่วนที่ไม่ได้นำไปผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุเพื่อส่งออกไปเมืองต่างประเทศ เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้ประเมินภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้า และแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวเป็นเงิน 712,769.69 บาท และ 418,370.10 บาท ตามลำดับ ซึ่งค่าภาษีอากรดังกล่าวยังไม่รวมเงินเพิ่ม จากนั้นเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 จึงได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบและแจ้งให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด ผู้ค้ำประกันชำระค่าภาษีอากรตามที่ประเมินธนาคารแหลมทอง จำกัด ได้นำเงินตามที่ค้ำประกันไว้ไปชำระให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำนวนเงินไม่คุ้มกับค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำเลยจะต้องชำระภาษีอากรและเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530 และ ซี 114-00396 อีก243,003.68 บาท และ 150,595.97 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1ได้แจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรส่วนที่ยังขาด แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงต้องนำคดีมาฟ้อง ซึ่งเมื่อคิดเงินเพิ่มนับตั้งแต่วันที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด นำเงินตามที่ค้ำประกันไปชำระจนถึงวันฟ้องสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530และ ซี 114-00396 เป็นเงิน 172,532.58 บาท และ 106,923.12 บาทตามลำดับ เมื่อรวมกับภาษีอากรที่จำเลยยังจะต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 673,055.35 บาท ขอศาลพิพากษาให้จำเลยชำระอากรขาเข้าค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ค่าภาษีการค้าและค่าภาษีบำรุงเทศบาลและเงินเพิ่มจำนวน 673,055.35 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษที่ค้างชำระจำนวน 348,435.82บาท เดือนละ 3,484.3582 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีการค้าที่ค้างชำระจำนวน 41,057.97 บาท เดือนละ 41,057.97 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนภาษีการค้าที่ค้างชำระและให้จำเลยชำระเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มภาษีการค้านับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำนวนเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์ที่ 1 ประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเลขที่ ซี 104-00530 และเลขที่ ซี 114-00396 เป็นเงิน 712,769.69บาท และ 418,369.10 บาท นั้นเป็นจำนวนเงินต่ำกว่าที่ธนาคารแหลมทอง จำกัด ค้ำประกันอยู่มาก แต่โจทก์ที่ 1 หาได้แจ้งให้ธนาคารแหลมทอง จำกัด นำเงินค่าภาษีอากรตามที่ค้ำประกันไว้ไปชำระภายในกำหนดเวลาที่จำเลยจะต้องชำระไม่ ทั้งนี้เพราะโจทก์จะได้คิดเงินเพิ่มอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษเงินเพิ่มภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลซึ่งส่อเจตนาที่ไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าร้อยละ 20 ของต้นเงินอากรขาเข้าและเงินค่าธรรมเนียมพิเศษของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทั้งนี้เพราะในหนังสือแจ้งการประเมิน หาได้กำหนดเวลาให้จำเลยต้องชำระแต่อย่างใด นอกจากนั้นโจทก์ยังได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภายใน 10 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งซึ่งเป็นการให้เวลาน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด หนังสือแจ้งการประเมินที่เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 20 จึงเป็นหนังสือแจ้งการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเอกสาร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2528 ต่อมาวันที่ 20มิถุนายน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 676/2536 · ทนอย Thanoy