คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 6791/2561
หลักกฎหมาย
เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ที่หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดสำนักพระราชวังจัดส่งมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบนำส่งกองคลัง สำนักพระราชวัง สำหรับจัดสรรเป็นสวัสดิการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสมาชิกที่ล้วนเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างหน่วยงานกิจการในพระองค์ ถือเป็นกิจการภายในของส่วนราชการ มิได้มีวัตถุประสงค์จัดตั้งให้เป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีกฎหมายบังคับให้จดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 มาตรา 5 โดยงานการฌาปนกิจสงเคราะห์ของสำนักพระราชวังมีระเบียบใช้บังคับเป็นการเฉพาะ ดังนี้ กรณีที่เกิดความเสียหายแก่เงินที่ข้าราชการหรือลูกจ้างกิจการในพระองค์จัดส่งมาสำหรับใช้ในกิจการดังกล่าว สำนักพระราชวังที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินในส่วนนี้ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าวได้ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง และการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการสอบสวนและไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147 และ 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 142 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 426 ปี 568 เดือน แต่ความผิดตามมาตรา 147 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 จำเลยทั้งสามกระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 256 กระทง จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 123 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 134 กระทง จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 133 กระทง ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 256 กระทง รวมจำคุก 2,048 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 2,052 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 123 กระทง รวมจำคุก 369 ปี 492 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 134 กระทง รวมจำคุก 1,072 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 369 ปี 1,564 เดือน จำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 133 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1,064 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความผิดกระทงที่หนักที่สุด ฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์โดยทุจริตมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) สำหรับจำเลยที่ 3 ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการ เป็นพนักงานเอก ระดับ 6 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักพระราชวัง ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการอำนวยการการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง ชุดที่ 7 พ.ศ.2536 จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกำกับดูแลงานในฝ่ายสวัสดิการทั้งหมดให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ตลอดจนดูแลและปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการ จัดพิมพ์ เก็บรักษา ควบคุมการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่สมาชิกที่ชำระเงินผ่านกองคลัง สำนักพระราชวัง และสมาชิกนอกราชการที่มาชำระเงินด้วยตนเองที่ฝ่ายสวัสดิการ รักษาเงินในบัญชี เงินฝากธนาคารให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการฌาปนกิจสงเคราะห์ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2517 ระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ สำนักพระราชวัง พ.ศ.2535 และระเบียบการฌาปนกิจสงเคราะห์ข้าราชการในพระองค์ ว่าด้วยการเงินการบัญชี พ.ศ.2536 จำเลยที่ 2 รับราชการ เป็นพนักงานโท ระดับ 5 ทำหน้าที่งานเงินเดือน ค่าจ้าง และบำเหน็จบำนาญ กองคลัง ช่วยปฏิบัติงานหน้าที่ฝ่ายสวัสดิการ กองการเจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง