ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 681/2532

หลักกฎหมาย

กรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรา 121 มาตรา 122 หรือมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อผู้เสียหายได้ ยื่นคำร้องกล่าวหาผู้ฝ่าฝืนต่อ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตาม มาตรา 124แล้ว การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งตาม ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41(4) และมาตรา 125 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นในเรื่องที่ได้รับ มอบหมายตาม มาตรา 42 รวมทั้งมีอำนาจดำเนินการในการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตาม ที่ระบุไว้ในมาตรา 43 และมาตรา 44 แต่ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าต้อง ส่งสำเนาคำร้องกล่าวหาให้แก่ผู้ฝ่าฝืนและต้อง ให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่จะเข้าฟังและซักถาม พยานของอีกฝ่ายหนึ่งดังเช่น การพิจารณาคดีของศาล ดังนั้นจึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่จะใช้ ดุลพินิจ ดำเนินการไปตามที่เห็นสมควร โดย คำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมแก่คู่กรณี การที่จำเลยที่ 14ขอเพิ่มเติมข้อกล่าวหาว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้ บังคับ โดย จำเลยที่ 14 เป็นกรรมการสหภาพแรงงานซึ่ง เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง แล้วคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้ แจ้งข้อหาเพิ่มเติมให้โจทก์ทราบโดย ไม่ส่งสำเนาให้นั้น เป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้วส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าฟังการสอบสวนพยานของจำเลยที่ 14 ก็เป็นการใช้ อำนาจโดยชอบจะถือว่าคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ปฏิบัติหน้าที่โดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ กรณีที่โจทก์ได้ ลงโทษภาคทัณฑ์จำเลยที่ 14 มาก่อนแล้วโจทก์จะนำความผิดที่เคยลงโทษแล้วนั้นมาเป็นเหตุเลิกจ้างจำเลยที่ 14โดย ไม่ได้กระทำความผิดขึ้นใหม่อีกหาได้ไม่และแม้โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 โดย ไม่ได้มีการกลั่นแกล้ง ก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วย พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 123.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 เพราะเหตุฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ใช่เพราะเหตุที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องเพิ่มเติมข้อกล่าวหาของจำเลยที่ 14 ให้โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตเข้าฟังหรือซักค้านการสอบสวนพยานจำเลยที่ 14 คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอน จำเลยให้การว่าโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 123 และการส่งสำเนาคำร้องเพิ่มเติมข้อกล่าวหาหรือ การให้โจทก์เข้าฟังการสอบสวนพยานของจำเลยที่ 14 หรือไม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า การสอบสวนของคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการพิจารณาของศาลคือ ต้องพิจารณาโดยเปิดเผย และให้โอกาสฝ่ายหนึ่งซักถามพยานของอีกฝ่ายหนึ่งได้ กรณีที่มีการร้องขอเพิ่มเติมข้อกล่าวหาก็ต้องส่งสำเนาให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าเป็นระยะเวลาพอสมควร การที่คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์มิได้ส่งสำเนาคำร้องขอเพิ่มเติมข้อกล่าวหาของจำเลยที่ 14 ให้แก่โจทก์ โดยเพียงแต่แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบและไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าฟังการสอบสวนพยานของจำเลยที่ 14 นั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีที่มีการฝ่าฝืนมาตรา 121 มาตรา 122 หรือมาตรา 123แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องกล่าวหาผู้ฝ่าฝืนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124แล้ว การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา41(4) และมาตรา 125 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอความเห็นในเรื่องที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มอบหมายได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 สำหรับการสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น กรรมการแรงงานสัมพันธ์หรืออนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา 43และมาตรา 44 กล่าวคือ เข้าไปในสถานที่ทำงานของนายจ้าง สถานที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ หรือสำนักงานของสมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงานสหพันธ์นายจ้าง หรือสหพันธ์แรงงานในระหว่างเวลาทำการ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือตรวจสอบเอกสาร มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณา มีหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หาได้บัญญัติว่าต้องส่งสำเนาคำร้องกล่าวหาให้แก่ผู้ฝ่าฝืน และต้องให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่จะเข้าฟัง และซักถามพยานของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังเช่นการพิจารณาคดีของศาลตามที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ฉะนั้น การสอบสวนหาข้อเท็จจริงก่อนวินิจฉัยชี้ขาด จึงเป็นอำนาจของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่จะใช้ดุลพินิจดำเนินการไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นธรรมแก่คู่กรณีการที่จำเลยที่ 14 ขอเพิ่มเติมข้อกล่าวหาว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับโดยจำเลยที่ 14 เป็นกรรมการสหภาพแรงงานสหโมเสคสระบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วย แล้วคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์แต่งตั้งขึ้นสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้อง ได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมให้โจทก์ทราบโดยไม่ส่งสำเนาให้นั้นเห็นว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว ส่วนกรณีที่คณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าฟังการสอบสวนพยานของจำเลยที่ 14นั้น เป็นการใช้อำนาจโดยชอบของคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะถือว่าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือคณะอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14เพราะเหตุที่จำเลยที่ 14 ได้กระทำผิดต่อข้อบังคับของโจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมา โจทก์ย่อมมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 14 ได้ทั้งการที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 14 นั้น มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์กลั่นแกล้ง จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ลงโทษจำเลยที่ 14 โดยการภาคทัณฑ์มาก่อนแล้วก็ตาม แต่โจทก์จะนำความผิดที่เคยลงโทษแล้วนั้นมาเป็นเหตุเลิกจ้างจำเลยที่ 14 โดยที่มิได้กระทำความผิดใหม่อีกหาได้ไม่ ส่วนข้อที่โจทก์กล่าวอ้างว่า หลังจากโจทก์ลงโทษภาคทัณฑ์จำเลยที่ 14 แล้ว จำเลยที่ 14 ได้กระทำความผิดใหม่ โดยทำบัตรสนเท่ห์ใส่ความผู้บังคับบัญชาและพูดว่านายชัยวุฒิไม่ยุติธรรม เป็นการหมิ่นประมาทผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างนั้น เห็นว่า เมื่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2532 · ทนอย Thanoy