ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 6864/2557

หลักกฎหมาย

เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (5) ที่ทำเลียนแบบปืนพกออโตเมติกจึงถือไม่ได้ว่าสิ่งเทียมอาวุธปืนเป็นอาวุธโดยสภาพตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 1 (5) แห่ง ป.อ. การพาสิ่งเทียมอาวุธปืนไปในเมืองหรือทางสาธารณะจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ทั้งไม่ถือว่าการปล้นทรัพย์รายนี้ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง คงเป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก เท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นนี้ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309, 310, 340, 340 ตรี, 371, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลางกับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 163,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมต่อสิ่งใดหรือไม่กระทำการใด หน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายร่างกาย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 100 บาท รวมทุกกระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 19 ปี และปรับคนละ 100 บาท ริบอาวุธปืนของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 43,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 310, 371 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 371, 83 ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ข่มขืนใจให้ผู้อื่นจำยอมต่อสิ่งใดหรือไม่กระทำการใด หน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายร่างกาย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 18 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 43,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกหลายคนได้ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและปล้นทรัพย์นายรังสรรค์ ผู้เสียหาย คดีสำหรับจำเลยที่ 6 ศาลล่างทั้งสองยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีเป็นอันยุติ ส่วนข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงลงโทษในข้อหาความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวไม่ได้ โดยโจทก์ไม่ฎีกาต่อมา ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์และพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ และที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษลงกึ่งหนึ่ง สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น คดีส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพียงแต่แก้ไขโทษซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและโทษนั้นเป็นเพียงโทษปรับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดและขอให้ลดโทษในความผิดฐานนี้อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864/2557 · ทนอย Thanoy