คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 6866/2549
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต่างมุ่งประสงค์ให้การกำหนดและจ่ายเงินทดแทนอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 อย่างเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ ซึ่งคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 28พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 30พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 2,431,350 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 115,905.45 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 2,431,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 540,300 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่าที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,105,280 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มให้โจทก์เป็นอัตราร้อยละ 90 ของตารางวาละ 6,000 บาท นั้นสูงเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนฯ กำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 มีเจตนารมณ์เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต่างมุ่งประสงค์ให้การกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่น แต่มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มิได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้ดังเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 อย่างเป็นธรรม จึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อยในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากจุดแยกสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย (บริเวณอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี) ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยวังน้อย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายนี้คือ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 1 ธันวาคม 2537 ตามลำดับ ตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดิน 3720 ของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทแปลงนี้มาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2538 ซึ่งขณะนั้นมีเนื้อที่ 4 ไร่ สภาพที่ดินไม่มีด้านใดติดทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2539 โจทก์ได้แบ่งหักบางส่วนของที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ 79 ตารางวา เป็นทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังวันกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าทั้งสองสายนี้ในสภาพที่ดินที่ไม่มีด้านใดติดทางสาธารณประโยชน์ ทั้งโจทก์ไม่นำสืบถึงเลยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาในราคาเท่าใด อันเป็นข้อพิรุธชวนให้ระแวงสงสัยว่าราคาที่ดินพิพาทที่โจทก์ซื้อมานี้น่าจะไม่เป็นประโยชน์ต่อคดีของโจทก์ในการขอเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่ม ส่วนที่โจทก์นำสืบถึงการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3222 และ 11139 ที่นายรุ่ง ทองมา ขายให้แก่นางคะนึงกิจ เตโชฬาร ซึ่งจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 โดยอ้างว่าก่อนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายกันตั้งแต่วันที่ 26 กันยาน 2538 และผ่อนชำระค่าที่ดินด้วยเช็คตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายและสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 นั้น โจทก์ก็ไม่ได้อ้างส่งหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจดทะ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง