คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 6866/2552
หลักกฎหมาย
ข้ออ้างที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องแล้วไม่ยอมแก้ไข จำเลยจึงบอกเลิกสัญญานั้น เป็นเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่องที่โจทก์ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 595 โดยไม่คำนึงว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีที่ศาลจำต้องวินิจฉัยเสียก่อนและเมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญากันแล้ว กรณีเช่นนี้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 ส่วนการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว จำเลยต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ และจำเลยมีสิทธิที่จะหักค่าเสียหายที่ต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่องออกจากค่าจ้างที่ยังค้างชำระอยู่ได้ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์จึงนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยตกลงให้โจทก์ก่อสร้างเพิ่มเติมไปจากแบบแปลนที่ตกลงกันไว้เดิมได้ ไม่ต้องห้ามนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) สำหรับค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติม เมื่อตามสัญญากำหนดไว้ว่าการเพิ่มเติมงานจะต้องคิดราคากันใหม่โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์กับจำเลยได้ตกลงเพิ่มเติมงานและราคากันใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงถือว่าโจทก์กับจำเลยไม่ได้มีสัญญาต่อกันในส่วนที่โจทก์ทำงานเพิ่มเติม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างในส่วนงานเพิ่มเติมจากจำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนการก่อสร้างชำรุดบกพร่องแก่จำเลย 77,240 บาท แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลย 102,080 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายส่วนนี้ควรเป็น 151,040 บาท แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่โจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นคิดคำนวณรวมค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ถูกต้อง จึงถือว่าโจทก์ได้โต้แย้งจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้แล้ว ฉะนั้น ค่าเสียหายในส่วนชำรุดบกพร่องจึงหายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ทั้งถือเป็นเรื่องแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอย ในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้าง 8 งวด โจทก์ก่อสร้างเสร็จถึงงานงวดที่ 6 และก่อสร้างงานงวดที่ 7 เสร็จแล้ว ยกเว้นยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์เนื่องจากจำเลยให้ไปติดตั้งในงานงวดที่ 8 และก่อสร้างงานงวดที่ 8 แล้วบางส่วน แต่การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากจำเลยให้ทำงานปูกระเบื้องชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นดาดฟ้าและบันไดเพิ่มเติมจากงานเดิมและให้ซ่อมรอยแตกของผนังและเพดานบางจุด ต่อมาจำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงานต่อและบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชำระค่าจ้างงานงวดที่ 7 หักค่าสุขภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแล้วเป็นเงินค่าจ้าง 135,517 บาท และงานงวดที่ 8 ส่วนที่ทำเสร็จแล้วเป็นเงิน 121,000 บาท กับค่าจ้างงานเพิ่มเติมคือทำห้องน้ำ กันสาด เพิ่มความสูง ค่าแรงงานปูกระเบื้องและค่าประตูอะลูมิเนียมรวมเป็นเงิน 119,500 บาท รวมเงินที่จำเลยค้างชำระทั้งสิ้น 376,017 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า งานงวดที่ 6 บางส่วนยังไม่เรียบร้อยและเสียหาย จำเลยจ่ายค่าจ้างงวดดังกล่าวให้เพราะโจทก์ตกลงว่าจะแก้ไขเมื่อส่งมอบงานงวดสุดท้าย งานงวดที่ 7 และงวดที่ 8 ที่โจทก์ทำไปแล้วคิดเป็นเงินไม่เกิน 150,000 บาท โจทก์ก่อสร้างผิดแบบและงานที่ทำบางส่วนชำรุดบกพร่อง กล่าวคือกำแพงชั้นล่างและคานบนชั้นดาดฟ้าแตกร้าว จำเลยบอกกล่าวให้ซ่อมแซม โจทก์ก็เพิกเฉยและทิ้งงานไปจำเลยจึงบอกเลิกสัญญา จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำงานเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแบบแปลน จำเลยว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้ามาตีราคาค่าแก้ไขและก่อสร้างอาคารที่ค้างไว้จนเสร็จเป็นเงิน 446,430 บาท เมื่อหักกับงานที่โจทก์ทำในงวดที่ 7 และงวดที่ 8 แล้ว โจทก์ยังต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอีก 296,430 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามฟ้องเดิมและโต้แย้งว่างานที่ต้องดำเนินการและซ่อมแซมมีเพียงเล็กน้อย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินค่าจ้างงานงวดที่ 7 และที่ 8 จำนวน 178,449 บาท ค่าจ้างงานเพิ่มเติมจำนวน 75,000 บาท แก่โจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการงานที่ชำรุดบกพร่องแก่จำเลยจำนวน 102,080 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้วจำเลยคงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ 151,369 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 141,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร 2 ชั้น พร้อมชั้นลอยในราคา 1,210,000 บาท ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างเป็น 8 งวด ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้างส่งมอบงานและได้รับค่าจ้างจากจำเลยไปแล้ว 6 งวด ส่วนงานงวดที่ 7 โจทก์ได้ก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ คงเหลือเพียงติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์คือ ชักโครก 2 ชุด และราวตากผ้า 2 ราว กับทำงานงวดที่ 8 ไปแล้วบางส่วนเกี่ยวกับงานเดินสายไฟ งานทาสี ทำวงกบหน้าต่างและประตูเหล็กม้วนชั้นล่าง ต่อมาจำเลยไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 7 โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานบกพร่อง มีรอยร้าวที่ผนังและคานชั้นล่าง ชั้นลอย ชั้นสอง และคานชั้นดานฟ้า เกรงว่าอาคารไม่แข็งแรงจะถล่มลงมา จึงแจ้งให้โจทก์เข้าซ่อมแซมแก้ไขแต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ทนายความบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างยอมรับว่าสัญญาว่าจ้างเลิกกันแล้ว และไม่มีฝ่ายใดเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาโดยโจทก์เรียกร้องเพียงค่าจ้างที่จำเลยยังไม่ได้ชำระ ส่วนจำเลยก็เรียกร้องเพียงค่าเสียหายที่จำเลยต้องซ่อมแซมงานที่โจทก์ก่อสร้างชำรุดบกพร่อง ซึ่งหากมีการค้างชำระค่าจ้างหรือมีงานชำรุดบกพร่อง โจทก์และจำเลยก็สามารถเรียกร้องกันได้อยู่แล้วไม่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยอ้างว่าภายหลังจากที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดบกพร่อง แต่โจทก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง