คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 6899/2559
หลักกฎหมาย
ที่ ส. เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความว่า คณะบุคคล ก. และ ว. เป็นหน่วยภาษีที่เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน การจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ร่วมกันถือหุ้นดังกล่าวนั้น ต้องจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นการรับแทนผู้ร่วมหุ้น เงินปันผลที่ได้รับจึงถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละคนผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น ก็ปรากฏจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในนามของคณะบุคคล ก. และ ว. ได้จ่ายเงินปันผลให้คณะบุคคลดังกล่าว และผู้จ่ายเงินปันผลได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายแล้ว โดยระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคณะบุคคล ก. และ ว. ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้จ่าย เงินปันผลในระหว่างปีภาษี 2553 ให้แก่คณะบุคคล ก. และ ว. มิได้จ่ายเงินปันผลให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวดังที่พยานจำเลยเบิกความ เมื่อคณะบุคคลดังกล่าวเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผลตามมาตรา 40 (4) (ข) จากบริษัทต่าง ๆ ในปีภาษี 2553 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เกินกว่า 30,000 บาท คณะบุคคลจึงเป็นผู้มีเงินได้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของคณะบุคคลจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก โดยผู้เป็นบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีอีกตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร คณะบุคคลที่โจทก์ทั้งสองจัดตั้งขึ้นจึงมีสิทธิได้รับเครดิตภาษีในการคำนวณภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อคณะบุคคลยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปันผลที่ได้รับตามมาตรา 65 วรรคสอง โดยนำเงินปันผลที่ได้รับมาเครดิตภาษีตามวิธีการที่มาตรา 47 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้ แล้วมีภาษีที่ชำระเกิน จำเลยจึงต้องคืนภาษีแก่คณะบุคคล ก. และ ว.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 182,929.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ทั้งสองตกลงทำสัญญาจัดตั้งคณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มีวัตถุประสงค์ลงทุนฝากเงิน และซื้อขายหลักทรัพย์ร่วมกัน จำเลยได้ออกบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้คณะบุคคลดังกล่าวแล้ว ก่อนปีภาษีที่พิพาทกันในคดีนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยเคยคืนเงินภาษีอากรให้คณะบุคคลดังกล่าวในกรณีเดียวกันมาแล้ว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 คณะบุคคลดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ปีภาษี 2553 แสดงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินปันผลจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย 683,629 บาท มีเครดิตภาษีเงินปันผล 217,865.75 บาท คำนวณเป็นภาษีที่ต้องชำระ 103,298.95 บาท มีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและเครดิต 286,228.65 บาท เมื่อคำนวณแล้วมีเงินภาษีที่ชำระไว้เกิน และยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษี 182,929.70 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยไม่อนุมัติคืนเงินภาษีอากรให้คณะบุคคลและมีหนังสือที่ กค 0706.04/003704 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2554 แจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร คณะบุคคลดังกล่าวอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาจำเลยแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2553 หรือไม่ เห็นว่า ที่นายสิทธิโชค เจ้าพนักงานของจำเลยเบิกความว่า คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย เป็นหน่วยภาษีที่เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน การจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ร่วมกันถือหุ้นดังกล่าวนั้น ต้องจ่ายให้แก่บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นการรับแทนผู้ร่วมหุ้น เงินปันผลที่ได้รับจึงถือเป็นเงินได้ของบุคคลแต่ละคนผู้ร่วมในคณะบุคคลนั้น ก็ปรากฏจากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัดว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในนามของคณะบุคคล นายกำจร/นายวีระชัย โดยนายกำจร ได้จ่ายเงินปันผลให้คณะบุคคลดังกล่าว ตามจำนวนหน่วยของหลักทรัพย์ที่คณะบุคคลดังกล่าวถือหุ้นไว้ในขณะที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นมีมติให้จ่ายเงินปันผล และผู้จ่ายเงินปันผลดังกล่าวได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายแล้ว โดยระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับเงินได้ดังกล่าวว่าเป็นหมายเลข 2000335687 ซึ่งตรงกับหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของคณะบุคคล โดยนายกำจรและนายวีระชัย ที่จำเลยออกให้แก่โจทก์ทั้งสอง และผู้ลงนามในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว คือ นางนงราม นายทะเบียนของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรองว่าข้อความและตัวเลขข้างต้นถูกต้องตรงกับความจริงทุกประการจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าวด้านล่างมีร่องรอยแสดงให้เห็นว่ามีส่วนหนึ่งที่ถูกฉีกออกไปก็มีข้อความตรงกับสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงส่วนที่ถูกฉีกออกไปว่าเป็นคำสั่งของบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าว สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินปันผลจำนวนที่เหลือจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วให้แก่คณะบุคคล นายกำจร/นายวีระชัย โดยนายกำจร โดยการเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น (A/C PAYEE ONLY) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้จ่ายเงินปันผลในระหว่างปีภาษี 2553 ให้แก่คณะบุคคลนายกำจรและนายวีระชัย มิได้จ่ายเงินปันผลให้แก่นายกำจร เพียงคนเดียวดังที่นายสิทธิโชค พยานจำเลยเบิกความ เมื่อคณะบุคคลดังกล่าวเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงินปันผล ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) จากบริษัทต่าง ๆ ในปีภาษี 2553 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เกินกว่า 30,000 บาท คณะบุคคลดังกล่าวจึงเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก โดยผู้เป็นบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีอีกตามมาตรา 56 วรร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง