ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 69/2543

หลักกฎหมาย

จำเลยมิใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ฉะนั้น การออก น.ส. 3 ก. เพื่อแสดงว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่พิพาท จึงเป็นการออก น.ส. 3 ก. ที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง โจทก์ชอบที่จะดำเนินการออก น.ส. 3 ก. สำหรับที่พิพาทตามสิทธิของโจทก์ จะบังคับให้จำเลยซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์หาได้ไม่ และแม้โจทก์จะมิได้ขอให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาก็มีอำนาจสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสวน ชัยชิตหรือไชยชิต กับนางตุ่น ไชยชิตต่อมานายสวนถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ในขณะมีชีวิตอยู่นายสวนมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันกับนางตุ่นหลายรายการ รวมทั้งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 60 ตำบลบ้านโต้น อำเภอเมืองขอนแก่นจังหวัดขอนแก่น ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายสวนต่อมาโจทก์ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจึงทราบว่าจำเลยแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายสวน ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของจำเลย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4609 ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก พร้อมทั้งส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4609 ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เป็นทรัพย์มรดกของนายสวน ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือสิทธิครอบครองเป็นชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสวน หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินอีกต่อไป จำเลยให้การว่า ที่พิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายสวน นายสวนขายที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ ให้จำเลย บิดาและมารดาจำเลยยกที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกันให้แก่จำเลย จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงนี้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเกินกว่า 30 ปี แล้วจำเลยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะเจ้าของที่ดิน เจ้าหน้าที่ได้ทำการรังวัดตรวจสอบ ประกาศถูกต้องแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้านจึงได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายสนอง วิลาวัน ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 4609 เล่ม 47 ก. หน้า 9 เลขที่ดิน 157 ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืนจังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวา เป็นทรัพย์มรดกของนายสวน ชัยชิตหรือไชยชิต ให้จำเลยดำเนินการโอนชื่อผู้ถือสิทธิครอบครองเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสวน หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตร ส่วนจำเลยเป็นบุตรเขยของนายสวน ชัยชิตหรือไชยชิต กับนางตุ่น ไชยชิตนายสวนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2527 โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสวนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ที่พิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4609 เล่ม 47 ก. หน้า 9 เลขที่ดิน 157ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 86 ตารางวาซึ่งออก ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2536 มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายสวนหรือไม่โจทก์มีตัวโจทก์ นางตุ่น นายทองม้วน มีสา ผู้ใหญ่บ้านบ้านหินกองซึ่งที่พิพาทตั้งอยู่นายสี โพธิ์พรม ราษฎรบ้านหินกอง และนายบุญช่วย ภูถนนนอก บุตรโจทก์เบิกความยืนยันว่า ที่พิพาทเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ที่จำเลยนำไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นที่ดินที่นายสวนแจ้งการครอบครองไว้ ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.4 นายสวนกับนางตุ่นครอบครองที่พิพาทโดยปลูกต้นมะม่วง ต้นหม่อน และล้อมรั้วเป็นแนวเขตไว้ เมื่อนายสวนถึงแก่กรรมนางตุ่นก็ครอบครองที่พิพาทต่อมาจนถึงปี 2536 จึงย้ายไปอาศัยอยู่กับโจทก์ที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โจทก์เบิกความยืนยันว่า ไม่ทราบว่าจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาท ถ้าทราบโจทก์จะคัดค้าน คำเบิกความของโจทก์ในข้อนี้มีเหตุผลน่าเชื่อ เพราะได้ความจากโจทก์ว่า เมื่อโจทก์และนางตุ่นทราบว่าจำเลยนำรถไถเข้าไปไถต้นมะม่วงและต้นหม่อนในที่พิพาท โจทก์ก็ไปห้ามปรามจำเลย เมื่อจำเลยไม่ยอมหยุด โจทก์จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แต่จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปแสดง เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งให้โจทก์ฟ้องคดีเอาเอง พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลเชื่อมโยงกันให้มีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า นางตุ่นเบิกความถึงอาณาเขตที่พิพาทด้านทิศเหนือผิดไป โดยเบิกความว่าจดที่ดินของนางบับ แต่เมื่อมีการรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 69/2543 · ทนอย Thanoy