ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 6908/2543

หลักกฎหมาย

ตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นของบริษัท ณ. ระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยได้ชำระค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์ด้วยเช็ค 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ยินยอมลงลายมือชื่อโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้แก่จำเลยภายใน 7 วันนับจากวันทำสัญญานี้ ถือว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท ณ. ยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ต้องทำแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัท ณ. ในหมวด 2 ข้อ 4ว่าด้วยเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้น การซื้อขายหุ้นจึงหาตกเป็นโมฆะไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คชำระค่าหุ้น แต่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าหุ้นจากจำเลยรวมถึงไม่อาจยึดเงินค่าหุ้นที่จำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วได้ ซึ่งจำเลยฟ้องแย้งโจทก์ไว้และฎีกาขึ้นมา แต่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ทำให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นให้จำเลย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2538 จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวางให้แก่โจทก์จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยรวมจำนวน 315,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นบริษัทณัชปภา จำกัด ซึ่งตกลงซื้อขายกันในราคา 500,000 บาท โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวาง ให้แก่โจทก์จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาทรวมเป็นเงิน 500,000 บาท แต่การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค ระหว่างดำเนินการโอนหุ้น โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ก่อนจำเลยจึงยินยอมให้ธนาคารชำระเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ให้โจทก์ไป แต่โจทก์ไม่จัดการโอนหุ้นให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ยินยอมให้ธนาคารชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และให้บังคับโจทก์ใช้เงินจำนวน 215,492 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 215,492 บาทให้แก่จำเลยเพราะเป็นการชำระหนี้ค่าหุ้นตามบันทึกการโอนหุ้นฉบับลงวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารการโอนหุ้นและหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการโอนหุ้นแล้วแต่จำเลยกลับเพิกเฉย เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,489 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบโดยมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่าเมื่อประมาณปี 2537 โจทก์จำเลยร่วมกับบุคคลอื่นเข้าหุ้นกันก่อตั้งบริษัทณัชปภา จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,500 หุ้น จำเลยถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ต่อมาโจทก์ตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้แก่จำเลยในราคา 500,000 บาท โดยตกลงว่าโจทก์ต้องลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาตามบันทึกลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 เอกสารหมาย ล.3 จำเลยสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวาง เพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์ 5 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท ลงวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2538 และวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538ตามลำดับ ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวของจำเลยสองฉบับแรกไปเรียกเก็บเงินและได้เงินจากธนาคารไปแล้ว แต่เช็คพิพาทสามฉบับหลังของจำเลยธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.8 จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระเงินตามคำฟ้องแย้งของจำเลยโดยขอให้ชำระเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามคำฟ้องแย้งจึงมีเพียง 200,000 บาท เมื่อจำเลยฎีกาเกี่ยวกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัด ระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อตามเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยได้ชำระค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์ด้วยเช็ค 5 ฉบับจำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาทและตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ยินยอมลงลายมือชื่อโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับจากวันทำสัญญานี้ซึ่งบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.3 แม้จะกล่าวถึงเรื่องที่โจทก์ยินยอมถอนหุ้นจากบริษัทณัชปภา จำกัด โดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าถอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท ก็ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัดระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็ค 5 ฉบับ ชำระราคาค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนโดยการลงลายมือ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6908/2543 · ทนอย Thanoy