คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 691/2554
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานหนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และขอให้กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษได้กรณีมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพ หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยเข้าไปกระตุกสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 จนหลุดออก แล้วได้ตบตีผู้เสียหายที่ 1 การกระตุกสร้อยคอกับการตบตีทำร้ายร่างกาย จึงแยกออกเป็น 2 ตอน จำเลยมิได้ลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 (1) แต่เป็นการใช้กิริยาฉกฉวยเอาสร้อยคอและรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยฉกฉวยเอาสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 1 ไปซึ่งหน้า อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และคำขอท้ายฟ้องมิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่ประกอบเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย จำเลยพูดขอเงินกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า หากไม่ให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป เป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้เงินจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง แต่ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาตามฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวและโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงปรับบทความผิดและบทลงโทษให้ถูกต้องได้ แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 337 (1) วรรคสอง อีกกรรมหนึ่งได้เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานของนางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วลักสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง ราคา 5,000 บาท รูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง ราคา 2,500 บาท และโทรทัศน์ ราคา 13,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,500 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการจิกผม กระชาก ตบ ต่อย เตะ ที่ใบหน้าและลำตัว และใช้พัดลมตั้งโต๊ะตีศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หลังจากนั้นลักเงิน 1,000 บาท ของนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ หรือให้พ้นจากการจับกุม โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 20,500 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาทำร้ายร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง และรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลาม ส่วนโทรทัศน์เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลย จึงให้จำเลยคืนราคาทรัพย์เพียง 14,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และเงิน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า นางวราภรณ์ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมาก่อน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2538 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาเมื่อปี 2548 ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่าตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย จ.1 หลังจากหย่ากับจำเลยแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินทางไปทำงานที่จังหวัดระยองพักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าในตำบลนิคมพัฒนา กิ่งอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายโสรส ผู้เสียหายที่ 2 คืนเกิดเหตุจำเลยเดินทางจากบ้านพักในอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ไปหาผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้รถกระบะ เมื่อไปถึงบ้านพักของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเคาะประตูห้อง ผู้เสียหายที่ 2 ไปเปิดประตู ขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ จำเลยได้ตรงเข้าไปหาผู้เสียหายที่ 1 แล้วกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง พร้อมรูปสัญลักษณ์ศาสนาอิสลามทองคำหนัก 1 สลึง แล้วลงมือตบตีผู้เสียหายที่ 1 ทั้งยังหยิบพัดลมที่ตั้งอยู่ภายในห้องมาทุบตีผู้เสียหายที่ 1 บริเวณศีรษะ 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามรายงานตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้ขอเงินจากผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1,000 บาท เป็นค่าน้ำมันรถ หากผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมให้เงินจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ต่อไป ผู้เสียหายที่ 2 จึงยอมให้เงินจำเลยไป 1,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังได้เอาโทรทัศน์ขนาด 25 นิ้ว 1 เครื่อง ราคา 13,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยซื้อมาใช้ร่วมกันในขณะที่ยังอยู่กินฉันสามีภริยาขึ้นรถกระบะแล้วขับออกไป คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามฟ้องตามมาตรา 339 ประกอบมาตรา 340 ตรี ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพนั้น มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จริง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้ว แต่จำเลยก็ยังใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ทั้งตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 เนื้อหาอุทธรณ์ในส่วนแรกได้โต้แย้งว่าจำเลยซึ่งเป็นอดีตสามีของผู้เสียหายที่ 1 ไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านพักแล้วพบว่ามีผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในห้องพัก จึงเกิดความโกรธแล้วจึงกระตุกสร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง