คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 6932/2540
หลักกฎหมาย
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 1ในที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกนายเลื่อน จุลสิกขี เจ้ามรดก และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว 1 แปลง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6แล้วให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของคนละส่วนเท่ากัน และให้เพิกถอนการยึดที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงมาในคำฟ้องเดียวกัน เป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้แบ่งปันที่ดินมรดกอีก 7 แปลง ให้แก่ทายาทอีก 3 คนคือโจทก์ที่ 2ถึงที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้รับที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลง ในคดีนี้ซึ่งมีส่วนของโจทก์ที่ 1ซึ่งเป็นมรดกร่วมอยู่ด้วย เป็นการวินิจฉัยโดยฟังจากคำฟ้อง คำให้การจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8คำเบิกความของพยานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณาประกอบด้วยพยานเอกสารที่คู่ความอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยที่ 8 อ้างเป็นพยานนั่งเอง จึงหาใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกข้อเท็จจริงที่มีในสำนวนไม่ และเมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาคดีจึงไม่มีการชี้สองสถานเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท และประเด็นข้อพิพาทก็คงมีอยู่ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท แม้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการโอนที่ดินพิพาททั้ง 6 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวโดยมิได้ขออนุญาตศาล แต่จำเลยที่ 1 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกอยู่แล้ว จึงมิใช่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก อันเป็นการฝ่าฝืน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาของนายเลื่อน จุลสิกขี เจ้ามรดก ส่วนโจทก์ที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 และนายเลื่อน ในช่วงเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนายอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 4 มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินในเขตอำเภอปะนาเระแทนจำเลยที่ 5 สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2528 นายเลื่อนถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2530 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเลื่อนผู้ตาย หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 1 ได้ฉ้อฉลยักย้ายที่ดินทรัพย์มรดกคือที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 320 เลขที่ 407 เลขที่ 671 เลขที่ 677เลขที่ 2254 และเลขที่ 2571 เป็นของตนเองทั้งหมดมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดกามรดกได้ยื่นคำขอต่อจำเลยที่ 2 ในฐานะนายอำเภอปะนาเระและเป็นผู้มีหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินในขณะนั้น ขอจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังรับจดทะเบียนโอนให้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเป็นโมฆะ และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการถูกกำจัดมิให้รับทรัพย์มรดกและหลังจากจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกเป็นของตนเองทั้งหมดแล้วต่อมาจำเลยที่ 1 จึงได้นำที่ดินทรัพย์มรดก น.ส.3 ก. เลขที่ 320 ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานีขณะนั้นและมีหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินได้จดทะเบียนจำนองให้ การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินไม่มีผลบังคับ นอกจากนั้น จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ยังได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 407 เลขที่ 671 เลขที่ 677 และเลขที่ 2571 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ และจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 320 และเลขที่ 2254 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 7 และที่ 8 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ และที่ดินทั้งหมดมีราคาประมาณ 330,000 บาท ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 320 เลขที่ 407 เลขที่ 671 เลขที่ 677 เลขที่ 2254 และเลขที่ 2571 ที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเสียทั้งหมด และให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 320 ซึ่งทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 6 เสีย ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของคนละส่วนเท่ากัน ถ้าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยที่ 6 ส่งมอบ น.ส.3 ก. เลขที่ 320 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ถ้าคืนไม่ได้ให้ศาลสั่งจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกใบแทนโดยให้ยกเลิก น.ส.3 ก. เลขที่ 320 ฉบับเดิมเสีย และให้เพิกถอนการยึดและการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 320 เลขที่ 407 เลขที่ 671 เลขที่ 677 เลขที่ 2254 และเลขที่ 2571 ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เสียทั้งหมด ถ้าเพิกถอนและโอนที่ดินใส่ชื่อโจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 330,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จกับห้ามมิให้จำเลยทั้งแปดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ขอจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกเป็นของตนเองในฐานะทายาทคนหนึ่งและได้เอาที่ดินที่ได้รับโอนมาไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่จำเลยที่ 6 โดยจำเลยที่ 2และที่ 3 ในฐานะนายอำเภอซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ดำเนินการรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวให้นั้นถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายไม่เป็นละเมิด จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและจำเลยเหล่านั้นก็ไม่ใช่ข้าราชการหรือหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 5 ไม่ใช่ผู้แทนของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 6 รับจำนองที่ดินโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่ประการใด ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 7 และที่ 8 ให้การที่ดินที่จำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง