คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 6934/2546
หลักกฎหมาย
โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ส. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิแต่โจทก์มีอาการหนักมากจึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาล ช. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบน และโจทก์อยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวกว่า 16 ชั่วโมง ก็มิได้รับการบำบัดรักษาอาการเลือดคั่งในสมองจนอาการทรุดลงเรื่อย ๆ จนตกอยู่ในภยันตรายแก่ชีวิต ญาติโจทก์จึงย้ายโจทก์ไปโรงพยาบาล พ. ซึ่งแพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมองทันที โจทก์จึงมีชีวิตรอดมาได้ จึงเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระทำเพื่อรักษาชีวิตโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์มีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้ และต้องไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลอื่นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 59 ยังถือไม่ได้ว่า โจทก์สละสิทธิหรือไม่ประสงค์จะใช้สิทธิประกันสังคม ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคมจำเลย เรื่องกำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) ระบุไว้ในข้อ 4.2 ว่า กรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์เพราะเกิดอุบัติเหตุจ่ายเงินเป็นค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก ฉะนั้น เมื่อโจทก์ทดรองจ่ายค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาล ร.ซึ่งโรงพยาบาลช. ส่งโจทก์ไปตรวจเป็นเงิน 4,000 บาท และเงินค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล พ. ซึ่งโจทก์ได้รับการผ่าตัดสมองเมื่อเวลา 18.15นาฬิกา ของวันที่ 6 มีนาคม 2543 ภายหลังจากโจทก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส.เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลา 17 นาฬิกาเศษ เป็นเงิน 227,268 บาท จึงเป็นเงินเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ครั้งแรก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวม231,268 บาท คำฟ้องโจทก์ไม่ได้มีคำขอดอกเบี้ยในค่าทดแทนมาด้วย การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าว โดยไม่ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทยิ่งมิตร จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535และเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน จำเลยกำหนดโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นสถานพยาบาลให้โจทก์ได้รับบริการทางการแพทย์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลา 17 นาฬิกาเศษ โจทก์ประสบอันตรายถูกรถเฉี่ยวชนขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก มีผู้นำโจทก์ส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แพทย์ตรวจแล้วพบว่าโจทก์มีการรับรู้ลดลง ความดันโลหิตต่ำ มีเลือดออกจากจมูกและหูซ้าย กะโหลกศีรษะแตก กระดูกแขนขวาหัก กระดูกขาขวาหัก แพทย์จึงใส่เครื่องช่วยหายใจและให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ แล้วส่งตัวโจทก์ต่อไปที่โรงพยาบาลพุทธชินราชเวลา 21.15 นาฬิกา แพทย์ผู้ตรวจอาการส่งตัวโจทก์เข้าตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง วันที่ 6 มีนาคม 2543 เวลา 10.15 นาฬิกา จึงส่งเข้าห้องผ่าตัดเพื่อดามกระดูกและตกแต่งแผล แต่ไม่ได้รักษาเกี่ยวกับอาการทางสมอง โจทก์ถูกนำออกจากห้องผ่าตัดเวลา 11.45 นาฬิกา ในภาวะไม่รู้สึกตัว การตอบสนองของรูม่านตาต่อแสงต่ำกว่าปกติจนเวลา 14 นาฬิกาอาการของโจทก์อยู่ในขั้นวิกฤติเหมือนเดิม โดยไม่มีแพทย์ทางสมองเตรียมการผ่าตัด และไม่มีแพทย์ทางสมองมาพบกับญาติของโจทก์เพื่อแจ้งอาการและการรักษาทั้ง ๆ ที่โจทก์มีอาการหนัก ระดับความรู้สึกลดลงมาก ทราบผลเอกซเรย์ด้วยคอมพิวเตอร์ว่ามีเลือดออกในสมองขนาด 4x4.3x8.8 ลูกบาศก์เซนติเมตรซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินอย่างยิ่งที่โจทก์จะต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน แต่ไม่มีประสาทศัลยแพทย์มาตรวจรักษาแต่อย่างใด ญาติโจทก์เห็นว่าโจทก์ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงตัดสินใจให้โจทก์ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการแพทย์ โดยนำโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชนเมื่อเวลา 15.22 นาฬิกา แพทย์ของโรงพยาบาลพิษณุเวชได้ทำการผ่าตัดสมองเมื่อเวลา 18.15 นาฬิกา โจทก์จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลพิษณุเวช 227,268บาท และทดรองจ่ายค่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองที่โรงพยาบาลพุทธชินราชส่งโจทก์ไปตรวจที่โรงพยาบาลรวมแพทย์อันเป็นสถานพยาบาลเอกชนเป็นเงิน 4,000 บาทคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1136/2543 ที่ปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ไม่ถูกต้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายเป็นเงิน 231,268 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ และส่งเข้ารักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก อันเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายระดับบน ได้รับการรักษาถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์แล้ว ทั้งเป็นสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่สามารถให้การรักษาได้ การที่ญาติของโจทก์ย้ายโจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวชซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลตามสิทธิ เป็นความประสงค์ที่จะไม่ใช้สิทธิประกันสังคม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางแพทย์ตามฟ้อง กรณีเจ็บป่วยและรับบริการทางการแพทย์จะได้รับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์นั้น ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ซึ่งทางราชการกำหนดไว้ เมื่อญาติโจทก์ย้ายโจทก์ออกจากโรงพยาบาลตามสิทธิและโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน ย่อมรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลย ถือว่าโจทก์เต็มใจและจงใจจะไม่ใช้สิทธิประกันสังคม ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมจังหวัดตากเลขที่ 01/339/43 และคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1136/2543 เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 231,268 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทยิ่งมิตร จำกัด และเป็นผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยจำเลยกำหนดให้โจทก์ไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา โจทก์ถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนขณะโจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก เป็นเหตุให้โจทก์ตกจากรถจักรยานยนต์ ศีรษะฟาดพื้นและหมดสติไป โจทก์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แพทย์ตรวจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง