คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 6937/2548
หลักกฎหมาย
โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของ ส. ในการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆโดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงานซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่ธนาคารจำเลยได้ จำเลยย่อมมีอำนาจพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่ระเบียบกำหนดไว้ โจทก์ก็เพียงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเป็นการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้กำหนดค่าเสียหายรายเดือนเท่ากับเงินเดือนของโจทก์ มิใช่ครึ่งหนึ่งของค่าจ้างนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายเพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้โจทก์ตามความเหมาะสม อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,721,557 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงรับว่าโจทก์ยังไม่ถูกเลิกจ้าง และโจทก์สละข้อเรียกร้องเงินสะสมและค่าชดเชย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 114,165 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า... ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าในขณะที่จำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ โจทก์มิได้ถูกสอบสวนหรือมีหลักฐานปรากฏชัดว่ามีความผิดร้ายแรง จำเลยเพิ่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากพักงานถึง 15 เดือน และคณะกรรมการใช้เวลาสอบสวนและวินิจฉัยนานกว่า 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบตามระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานของจำเลย เห็นว่า ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานข้อ 7 วรรคแรก ระบุว่า "ในกรณีที่พนักงานถูกฟ้องหรือต้องหาคดีอาญา หรือกระทำผิดวินัยที่ร้ายแรง หากการพิจารณาคดีหรือการสอบสวนทางคดีหรือทางวินัยล่าช้า หากจะให้พนักงานผู้นั้นคงปฏิบัติงานอยู่ อาจเกิดผลร้ายแก่ธนาคาร หรือไม่สะดวกแก่การสอบสวน กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งพักงานตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าผู้ที่ถูกสั่งพักงานมิได้กระทำความผิด และไม่มีมลทินมัวหมองหรือขาดความไว้วางใจ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะสั่งให้ผู้นั้นกลับคืนตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งอื่นในชั้นและอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดิมแล้วแต่จะเห็นสมควร" และข้อ 8 วรรคแรก ระบุว่า "การวินิจฉัยโทษทางวินิยแก่พนักงานที่ถูกสั่งพักงานหรือถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือสอบข้อเท็จจริงธนาคารต้องตั้งกรรมการสอบสวน และ/หรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด ให้กรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปได้อีกไม่เกิน 2 ระยะ ระยะละไม่เกิน 3 เดือน สำหรับการสอบสวนทางวินัยที่ต้องรอการพิจารณาความดีความชอบ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่มีการวินิจฉัยโทษทางวินัย ให้พนักงานผู้นั้นได้รับการพิจารณาความดีความชอบตามผลงานในปีถัดไปตามปกติ สำหรับกรณีที่ถูกพักงานรอผลการวินิจฉัยโทษทางวินัยจากสำนวนการสอบสวนของกรรมการที่ธนาคารแต่งตั้งไว้ กรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้" ระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวมิได้ระบุว่าจำเลยจะพักงานโจทก์ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ถูกสอบสวนความผิดทางวินัยเสียก่อน หรือจะต้องมีหลักฐานชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพียงแต่ระบุว่าเมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานแล้ว จำเลยจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนหรือวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานหรือตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยเห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมในการปฏิบัติงานไม่ถูกต้องตามระเบียบการฝาก - ถอนเงินของจำเลย และมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการทุจริตของนางสุรวดีในการเบิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสำนักงานภาค 3 โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือใบสำคัญคู่จ่ายประกอบการเบิกจ่ายแล้วนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ดังที่จำเลยได้ระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งพักงาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเป็นกรณีความผิดร้ายแรง หากจะให้โจทก์คงปฏิบัติงานอยู่อาจจะเกิดผลร้ายแก่จำเลยได้ จำเลยย่อมมีอำนาจสั่งพักงานโจทก์ได้ คำสั่งพักงานเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติงานภาคการพนักงานดังกล่าวแล้ว แม้จำเลยจะมิได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันออกคำสั่งพักงานซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งพักงานไปโดยชอบแล้ว หาทำให้คำสั่งพักงานที่จำเลยมีอำนาจออกคำสั่งได้โดยชอบกลับกลายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ และแม้จำเลยจะมิได้วินิจฉัยโทษให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว ระเบียบของจำเลยก็ระบุไว้แต่เพียงว่ากรรมการผู้จัดการใหญ่จะพิจารณาสั่งให้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่ต่ำกว่าเดิมไปก่อนที่จะวินิจฉัยโทษทางวินัยก็ได้ มิได้ระบุเป็นบทบังคับว่าจำเลยจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไปในทันทีที่ครบกำหนดเวลา 3 เดือนดังกล่าว การที่จำเลยยังคงพักงานโจทก์ต่อไปโดยมิได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้าทำงานจึงไม่ขัดต่อระเบียบของจำเลยและมิใช่การพักงานโดยไม่ชอบอีกเช่นกัน หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง