คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 6950/2543
หลักกฎหมาย
การที่โจทก์จัดอาหารให้กับพนักงานของโจทก์ แยกต่างหากจากการที่ให้บริการลูกค้าของโรงแรม ก็เป็นการให้บริการแก่พนักงานโดยใช้บริการของตนเองอันอยู่ในความหมายของคำว่า "บริการ" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(10) ซึ่งโจทก์จะต้องนำมูลค่าของอาหารที่บริการแก่พนักงานมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์ในการบริการการทำงานของพนักงานจากการที่ให้พนักงานรับประทานอาหาร แต่ก็มิใช่ประโยชน์ในการบริหารงานของกิจการอันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามมาตรา 77/1(10)(ก)แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78)เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79(4) แห่ง ประมวลรัษฎากร ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่กรณีของโจทก์เกิดก่อนหน้าประกาศดังกล่าวจะใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาใช้บังคับได้ เมื่อบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) ให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาใช่ว่าการงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานจำเลยซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลงดหรือลดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมและจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจหน้าที่บริหารงานในกรมจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยให้โจทก์เสียค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 20พฤษภาคม 2541 เจ้าพนักงานตรวจสอบและประเมินภาษีสำนักงานสรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.73.1) เลขที่ 11840040/5/100233 ถึง 100238 ไปยังโจทก์สำหรับเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 659,029.82 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการประเมินและขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับที่ได้เรียกเก็บแล้ว คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับจำนวน 501,923 บาทไปชำระภายใน30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เห็นว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงขออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสืบเนื่องมาจากโจทก์ประกอบกิจการโรงแรมได้จัดให้พนักงานของโรงแรมรับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าอาหารหรือค่าตอบแทนวันละ 3 มื้อ และโจทก์ได้นำค่าอาหารพนักงานดังกล่าวไปลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายประเภทอาหารพนักงานในบัญชีของบริษัท แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยถือว่าเป็นยอดขายของโจทก์ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการที่โจทก์จัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าตอบแทนนั้นไม่ใช่เป็นการบริการหรือการขายสินค้า คำจำกัดความของ "บริการ" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(10) มีความหมายโดยชัดเจนว่าหมายถึงการกระทำอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งผลประโยชน์อันมีมูลค่าน่าจะหมายถึงการได้มาในลักษณะที่เป็นเงินหรือรายได้อื่นใดและโดยเฉพาะน่าจะหมายถึงการบริการที่ให้แก่ลูกค้าของโจทก์มากกว่า แต่การที่โจทก์จัดให้มีอาหารสำหรับพนักงานไม่ได้เป็นการหาประโยชน์แต่เป็นการให้ประโยชน์แก่ลูกจ้าง กรณีดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการบริการ และโจทก์ก็ไม่มีรายได้จากการจัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าอาหารตอบแทน การจัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารดังกล่าวเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งของโรงแรมที่จัดให้เฉพาะแก่พนักงานที่เข้าทำงานในแต่ละวันในระหว่างเวลาทำงานซึ่งหากจะถือว่าเป็นการให้บริการก็เป็นบริการที่ให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานในระหว่างเวลาทำการในแต่ละวัน โดยไม่ใช่เป็นการรับรองหรือเป็นการให้บริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับค่าบริการเป็นการตอบแทนแต่อย่างใดเพราะจากสภาพการดำเนินกิจการของโรงแรมนั้นพนักงานโรงแรมเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าซึ่งการให้บริการต้องเป็นการทำอย่างต่อเนื่องและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าซึ่งมาใช้บริการ ดังนั้น การที่ให้พนักงานในโรงแรมสามารถรับประทานอาหารฟรีได้ก็เพื่อความสะดวกในการให้บริการที่ต่อเนื่องและทำให้ลดภาระในการตรวจสอบการเข้าออกจากโรงแรมของพนักงานโดยถือเป็นการควบคุมทางด้านความปลอดภัยของโรงแรมด้วย ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 จะถือว่าการให้พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีในระหว่างการปฏิบัติงานเป็นการให้บริการที่อยู่ในข่ายจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีดังกล่าวก็เป็นการนำบริการไปใช้ในการให้บริการการบริหารของกิจการเพื่อประโยชน์และเพื่อใช้ประกอบกิจการของโจทก์โดยตรงและการให้บริการดังกล่าวเป็นสวัสดิการของพนักงานโจทก์มิใช่เป็นการให้บริการเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน จึงมิใช่เป็นการให้บริการหรือการขายสินค้าซึ่งจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามสำเนาประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 นอกจากนั้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 และจากคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร ซึ่งถือว่าผลประโยชน์จากการที่พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีจากนายจ้างเป็นเงินได้พึงประเมินซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ ในทางกลับกันก็ต้องถือว่าเป็นรายจ่ายของนายจ้างเพราะโจทก์ในฐานะนายจ้างไม่ได้มีรายรับจากการจัดให้มีบริการดังกล่าวแต่อย่างใดการประเมินของจำเลยจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ในระหว่างกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง