ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 6951/2540

หลักกฎหมาย

พยานโจทก์ที่รู้เห็นและเป็นพยานในคดีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่จับกุมและปราบปรามการกระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ของตน หากเบิกความบิดเบือนจากข้อเท็จจริงอาจมีความผิดและได้รับโทษ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามสัตย์จริงส่วนการมีสายลับมาช่วยในการล่อซื้อด้วยเป็นแต่เพียงการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการสืบหาพยานหลักฐาน ตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมพร้อมด้วยพยานหลักฐาน แม้จะไม่นำตัวสายลับมาสืบเนื่องจากเพื่อประโยชน์แก่ราชการในภายหน้าหรือเพื่อความปลอดภัยของสายลับ ก็รับฟังพยานบุคคลและของกลางที่เกี่ยวข้องกับสายลับนั้นได้ว่ามีสายลับช่วยในการล่อซื้อจริงพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ริบเฮโรอีนของกลาง และริบรถยนต์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคแรก, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีนอันเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) คงจำคุก 30 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 4 ตลอดชีวิต ริบเฮโรอีนและรถยนต์ของกลาง โดยให้รถยนต์ของกลางเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31 อีกบทด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไป พยานโจทก์ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 กระทำความผิดมีพันตำรวจโทอวยพร จินตกานนท์ หัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือ นำสืบได้ความตามลำดับว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2534 ได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจธวิทย์ภักดี ปลอมตัวเป็นลูกน้องของผู้ซื้อเฮโรอีนรายใหญ่จากกรุงเทพมหานคร ไปพบจำเลยที่ 4 กับพวกที่ศาลาที่พักผู้โดยสารริมถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง ตรงข้ามศาลคดีเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ โดยไปกับสายลับ 1 คน ในวันนั้นพยานได้ไปซุ่มดูเหตุการณ์และถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แล้ว จ่าสิบตำรวจธวิทย์ได้มาแจ้งให้พยานทราบว่าได้มีการพูดคุยกับจำเลยที่ 4 ถึงการซื้อขายเฮโรอีน จำนวน 20 ตัว โดยจำเลยที่ 4 จะขายให้ราคาตัวละ 80,000 บาท แต่ตกลงซื้อขายกันไม่สำเร็จเนื่องจากจำเลยที่ 4 ต้องการเงิน 1,600,000 บาท ล่วงหน้า ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2534 เวลาประมาณ 12 นาฬิกาพยานได้ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อเฮโรอีนโดยเป็นลูกพี่ของจ่าสิบตำรวจธวิทย์พร้อมกับสายลับได้ไปพบจำเลยที่ 4 กับพวกที่เต็นท์ตรวจสภาพรถยนต์ของสถานีขนส่งเชียงใหม่ 2(สถานีขนส่งอาเขต) พยานได้เจรจาซื้อขายเฮโรอีนกับจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 จะขายในราคาตัวละ 80,000 บาท ขอเงินล่วงหน้าครึ่งหนึ่งก่อนเมื่อเอาเฮโรอีนมาส่งให้ก็จะรับเงินส่วนที่เหลือด้วย แต่พยานไม่ตกลง และได้เสนอเงื่อนไขใหม่ว่าให้จำเลยที่ 4 ตรวจนับเงินให้ครบถ้วนก่อน และเมื่อนำเฮโรอีนมาส่งให้แล้วจึงค่อยรับเงินไปทั้งหมด แต่จำเลยที่ 4 ไม่ยอมตกลงด้วย ในการเจรจาครั้งนี้พยานได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจธวิทย์ซุ่มดูและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 หลังจากนั้นก็มิได้ติดต่อกับจำเลยที่ 4 อีก จนกระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม 2536 ได้มีสายลับมาแจ้งให้พยานไปพบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขายเฮโรอีนด้วย สายลับได้แจ้งให้ทราบว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้แนะนำให้สายลับรู้จักกับจำเลยที่ 1 แล้วสายลับได้พาพยานไปพบกับจำเลยที่ 1 และชายไม่ทราบชื่ออีกคนหนึ่งที่บริเวณร้านอาหารสถานีขนส่งอาเขต ได้เจรจาซื้อขายเฮโรอีนกับจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 เสนอขาย 16 ตัว ราคาตัวละ 100,000 บาท พยานได้ต่อรองเหลือตัวละ90,000 บาท โดยตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะตรวจนับเงินค่าเฮโรอีนจากพยานก่อน เมื่อถูกต้องแล้วจะยังไม่รับเงินไป แต่จะให้คนของพยานขับรถตามรถของจำเลยที่ 1 ไปรับเฮโรอีน เมื่อได้เฮโรอีนแล้วจึงจะกลับมารับเงิน ส่วนวันเวลาที่ส่งมอบเฮโรอีนกันจะกำหนดขึ้นในภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดและบอกผ่านมาทางสายลับ หลังจากเจรจาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ขับรถยนต์กระบะโตโยต้าสีขาวคันหมายเลขทะเบียนท-0691 เชียงใหม่ ไป ในการเจรจาครั้งนี้พยานได้มอบหมายให้จ่าสิบตำรวจสรลักษณ์สังข์ศรี ซุ่มดูและถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 และสายลับได้แจ้งความเคลื่อนไหวของจำเลยที่ 1 กับพวกให้พยานทราบเป็นระยะ ๆ ว่า จำเลยที่ 1 กำลังรวบรวมเฮโรอีนมาขายให้ ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2536 สายลับได้โทรศัพท์มาแจ้งให้พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเฮโรอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6951/2540 · ทนอย Thanoy