คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 6960/2550
หลักกฎหมาย
การทำงานของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันให้จำเลยแม้จะไม่ได้กำหนดเวลาทำงานไว้แต่ก็กำหนดโดยใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจะทำผลงานให้ได้ตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 45 เที่ยว โจทก์จะต้องมาทำงานภายในช่วงเวลาทำงานที่จำเลยกำหนดไว้นั่นเอง มิได้มีอิสระที่จะปฏิบัติงานในเวลาใดหรือไม่ก็ได้ สินจ้างที่โจทก์ได้รับเป็นรายเที่ยวก็เป็นผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 60 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และตามสัญญาจ้างแรงงาน และแม้ว่าตามสัญญาขนส่งน้ำมันจะเรียกโจทก์ว่า "ผู้รับจ้าง" และเรียกจำเลยว่า "ผู้ว่าจ้าง" ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายไปได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันโดยจำเลยไม่มีค่าจ้างให้โจทก์ แต่จำเลยจ่ายเพียงค่าตอบแทนในการทำงานเป็นเงินรางวัลพิเศษ เรียกว่า ค่าเที่ยว ซึ่งกำหนดตามระยะทางใกล้ไกลของการปฏิบัติงานแต่ละที่ กำหนดจ่ายเงินดังกล่าวทุกวันที่ 15 และวันที่ 30 จำเลยมีกำหนดวันเวลาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ เวลา 15 นาฬิกา เป็นต้นไป จนกว่าจะปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น นับแต่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง จำเลยไม่เคยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยจ่ายเงินค่าเที่ยวให้แก่โจทก์เท่านั้น ค่าเที่ยวดังกล่าวโจทก์ถือว่ามิใช่ค่าจ้าง ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างปกติในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงิน 165 บาทต่อวันนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้าง เป็นเวลา 968 วัน เป็นเงินรวม 159,720 โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 14,850 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 22 วัน เป็นเงิน 3,630 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 14,850 บาท นอกจากนี้จำเลยต้องคืนเงินประกันการทำงานหรือความเสียหายที่จำเลยได้เรียกหรือรับไว้จากโจทก์นับแต่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างจำนวน 46,800 บาท เนื่องจากในระหว่างที่โจทก์ทำงานให้จำเลยนั้นโจทก์ไม่ได้ทำความเสียหายในการทำงานแก่จำเลย อีกทั้งจำเลยยังค้างจ่ายเงินตอบแทนในการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างตามกฎหมาย รวมทั้งจ่ายค่าเที่ยวให้แก่โจทก์ตามอัตราเดิมขณะเลิกจ้าง หากศาลเห็นว่าโจทก์และจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 14,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยจ่ายค่าค้างรวม 159,720 บาท ค่าชดเชย 14,850บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3,630 บาท เงินประกัน 46,800 บาท เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ของเดือนสิงหาคม 2545 จำนวน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินประกันและเงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) ดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีฐานะเป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานโดยจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำและค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยเงินประกัน เงินตอบแทนการทำงาน (ค่าเที่ยว) และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง แต่ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดจึงขอให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการเรียกร้องสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 นิยามคำว่า "นายจ้าง" หมายความถึง ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเจ้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ซึ่งรวมทั้งบุคคลตาม (1) ถึง (3) ด้วย และนิยามคำว่า "ลูกจ้าง" หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรอันมีความหมายเช่นเดียวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งระบุลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานว่า คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งมีความหมายว่าลูกจ้างจะต้องตกลงทำงานให้นายจ้างโดยสมัครใจเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายให้เป็นการตอบแทนแก่แรงงานของลูกจ้างนั้น แต่การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่นั้นนอกจากจะพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ดั่งว่ามาแล้ว ยังจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าโจทก์อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาโดยต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง