คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 6968/2559
หลักกฎหมาย
เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและโจทก์ประสงค์จะได้รับชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงจะมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้สุทธิมาชำระหนี้ที่ยังค้างชำระได้ภายในสิบปีนับแต่วันถัดจากวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม หากทรัพย์สินจำนองยังขายมิได้ โจทก์ย่อมไม่อาจร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลย เนื่องจากขัดต่อขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมที่โจทก์และจำเลยตกลงกันโดยสมัครใจและบังคับต่อกันได้ โดยความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและชอบด้วยกฎหมายสารบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 ซึ่งกฎหมายวิธีสบัญญัติคือ ป.วิ.พ. มาตรา 138 ก็ให้ศาลพิพากษาไปตามข้อตกลงนั้นได้บัญญัติรับรองไว้ ดังนี้ การบังคับคดีจึงต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งเป็นบทมาตราหลัก คือต้องบังคับคดีตามคำบังคับที่ออกตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมซึ่งผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2559)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 128,074.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,971.36 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยจะนำเงินทั้งหมดมาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 หากผิดสัญญายอมให้โจทก์ยึดที่ดินที่จำนองโฉนดเลขที่ 7572 ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 โดยประเมินราคาไว้เป็นเงิน 222,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6792, 6801, 6791 ตำบลโพนบก อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม และที่ดินโฉนดเลขที่ 10742 ตำบลนาขมิ้น อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ของจำเลย ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและขอให้บังคับจำนอง คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 ใจความว่า จำเลยยอมชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 128,074.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 94,971.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ จำเลยจะนำเงินทั้งหมดมาชำระแก่โจทก์ภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 หากผิดสัญญายอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากยังไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยผิดนัดและมีการยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยอีก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและโจทก์ประสงค์จะได้รับชำระหนี้ โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงจะมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ขายได้สุทธิมาชำระหนี้ที่ยังค้างชำระได้ภายในสิบปีนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543 วันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในคำพิพากษาตามยอม จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ดังนี้ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามคำร้องฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2553 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดรวมทั้งสิ้น 48 ครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2553 แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาเพื่อซื้อทรัพย์สินจำนองเพราะเห็นว่าราคาประเมินที่ดินสูงกว่าความเป็นจริง ก็จะเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองยังไม่ได้โดยมิใช่ความผิดของจำเลย หรือเพราะมีบุคคลภายนอกยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์สินจำนองดังกล่าวทำให้ศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนคำร้องและมีคำสั่ง อันจะพึงเป็นเหตุให้ต้องมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น โจทก์มีสิทธิที่จะซื้อทอดตลาดทรัพย์สินจำนอง และหากซื้อได้ในราคาต่ำกว่าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้อีก แต่โจทก์หาได้ใช้สิทธิในการเข้าซื้อทรัพย์สินจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการมาแล้วถึง 48 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2543 ไม่ จะเห็นได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 100,000 บาท จากโจทก์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาจำเลยค้างชำระ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 ขณะนั้นยอดหน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง