ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 6973/2561

หลักกฎหมาย

เมื่อศาลพิพากษาให้เงินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ตามคำร้องของผู้ร้องและคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินโดยตรงอันเป็นผลตามกฎหมาย และมิใช่กรณีบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง แผ่นดินมิได้มีฐานะเป็นบุคคลที่มีมูลหนี้เหนือผู้คัดค้านในเงินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติอันที่จะเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 เพื่อจะคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติและตกเป็นของแผ่นดินได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติของผู้คัดค้านจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 (2) ให้ผู้คัดค้านส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเงินจำนวน 49,000,000 บาท หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับช่วงทรัพย์ของเงินดังกล่าวพร้อมกับให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินจำนวน 49,000,000 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแก่แผ่นดินโดยกระทรวงการคลัง หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา หากผู้คัดค้านไม่สามารถโอนทรัพย์สินให้แก่แผ่นดินไม่ว่าในกรณีใด ๆ ให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินจำนวน 49,000,000 บาท หรือให้โอนทรัพย์สินอื่นของผู้คัดค้านตามสัดส่วนของมูลค่าทรัพย์สินแก่แผ่นดินจนครบ หากไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 49,000,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่แผ่นดินจนเสร็จสิ้น ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เงินจำนวน 49,000,000 บาท ของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เงินจำนวน 44,000,000 บาท ของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ รัฐบาลโดยกรุงเทพมหานคร ขอใช้พื้นที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตเพื่อจัดสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า กระทรวงการคลังจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาดำเนินการพัฒนาที่ราชพัสดุ บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2536 โดยมีผู้คัดค้านเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะทำงานดังกล่าวเสนอให้นำที่ดินที่ราชพัสดุด้านหน้าของสถานีขนส่งหมอชิตมาจัดหาผลประโยชน์ เพื่อนำไปชดเชยการก่อสร้างอาคารโรงจอดและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า โดยหาผู้ลงทุนมาดำเนินการในวงเงิน 2,505,000,000 บาท คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอคณะทำงานกรมธนารักษ์แต่งตั้งคณะกรรมการชี้แจงรายละเอียดโครงการ คณะกรรมการรับเงินและเปิดซองประมูล และคณะกรรมการพิจารณาผลการประมูล โดยมีผู้คัดค้านเป็นประธาน หลังจากประกาศประมูล มีผู้เข้ายื่นซองประมูล 3 ราย คือ บริษัทไทยฟากรุ๊ป จำกัด บริษัทธนายง จำกัด และบริษัทซันเอสเตท จำกัด ต่อมาปลัดกระทรวงการคลังมีหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรณีการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 เรียกโดยย่อว่า พระราชบัญญัติร่วมทุนฯ หรือไม่ โดยผู้คัดค้านพร้อมคณะเป็นผู้แทนไปชี้แจง หลังจากนั้น วันที่ 8 กันยายน 2538 ผู้คัดค้านทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ บางมาตรา ก่อนที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะแจ้งผลการหารือ วันที่ 11 กันยายน 2538 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบตามที่ผู้คัดค้านเสนอ วันที่ 12 กันยายน 2538 ปรากฏว่ามีเงิน 10,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้คัดค้านที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ โดยนางดาราวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายเงินเดือนและที่ดินบริษัททานตะวัน จำกัด สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 11 กันยายน 2538 จำนวนเงิน 10,000,000 บาท จากบัญชีกระแสรายวันของตนที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งผลการหารือว่าการจัดประโยชน์ที่ราชพัสดุหากมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่ 1,000,000,000 บาท ขึ้นไป ย่อมอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติร่วมทุนฯ ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งแก้ไขปรับปรุงคณะกรรมการ 3 คณะเดิม เป็นคณะกรรมการดำเนินการประมูลพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณสถานีขนส่งหมอชิต คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาจัดอันดับผู้ยื่นซองประมูล ปรากฏว่า บริษัทซันเอสเตท จำกัด ได้อันดับที่ 1 ผู้คัดค้านเสนอขอให้กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบผลการประมูลเพื่อให้คณะกรรมการต่อรองกับบริษัทและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบผลการคัดเลือก วันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ วันที่ 6 ธันวาคม 2538 ผู้คัดค้านรับทราบมติคณะรัฐมนตรีและเชิญบริษัทซันเอสเตท จำกัด มาเจรจา วันที่ 12 ธันวาคม 2538 มีเงิน 4,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้คัดค้าน โดยนางสาวอุษา ผู้จัดการฝ่ายบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6973/2561 · ทนอย Thanoy