คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 698/2546
หลักกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 และมาตรา 90/75 การยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้คงรับผิดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ไม่ครบถ้วนตามแผนต่อไป เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะให้ลูกหนี้ชำระเงินดังกล่าว คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนจึงมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าหนี้โดยตรง ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหาทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ซึ่งมีอยู่แล้วต้องเสียไปไม่ เมื่อเจ้าหนี้ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนไว้แล้วไม่ได้ถอนอุทธรณ์ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไป การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากผู้บริหารแผนได้ดำเนินการตามแผนครบถ้วนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 เป็นคำสั่งที่สืบเนื่องจากคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ถ้าศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการก็ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปโดยปริยาย การที่เจ้าหนี้ที่มีทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นประกันมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีจำนวนหนี้มีประกันเพียงเท่าราคาทรัพย์อันเป็นหลักประกัน ส่วนจำนวนหนี้ที่เหลือย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ธรรมดา การพิจารณามูลค่าราคาหลักประกันศาลจะต้องพิจารณาถึงวงเงินจำนอง ราคาซื้อขายทรัพย์หลักประกันในท้องตลาด ตลอดจนวิธีการในการจัดการทรัพย์หลักประกันดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการประกอบกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(9) ที่บัญญัติว่า "ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี" หมายความว่า ระยะเวลาในการดำเนินการตามแผนที่การบริหารแผนจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติและความคุ้มครองของพระราชบัญญัติล้มละลายฯ และภายใต้การควบคุมกำกับของศาลเพื่อให้ลูกหนี้มีฐานะพ้นจากภาวะวิกฤติทางการเงินเข้าสู่สภาพที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งผู้ทำแผนสามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการได้ตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกิน 5 ปี พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง หมายความว่า การที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จำนวนเท่าใดอย่างไร ย่อมเป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว เมื่อผู้บริหารแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ผู้บริหารแผนจึงต้องชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจนกว่าจะครบถ้วน การที่แผนกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายต้องทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างหากจากข้อกำหนดในแผนข้อกำหนดดังกล่าวย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ส่วนที่ว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเนื้อหาส่วนใหญ่ทำนองเดียวกับแผนฟื้นฟูกิจการและได้กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในอนาคตเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดหรือเปลี่ยนแปลงสิทธิและหน้าที่ที่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายมีอยู่ต่อกันตามแผน เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นชอบด้วยแผนเห็นควรให้จัดทำขึ้นเพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดที่จะได้เกิดความมั่นใจในภาระผูกพันของลูกหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงมิใช่สาระสำคัญของแผน ส่วนที่แผนกำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามแผนต่อเมื่อได้ลงนามในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วนั้นเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ย่อมตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อมีการปฏิบัติตามแผนครบถ้วนแล้วจนกระทั่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ จึงถือได้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผนมิได้ถือเอาเงื่อนไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ แม้ว่าข้อกำหนดในแผนจะตกไปบางส่วน แต่ข้อกำหนดในแผนส่วนที่เหลือก็ใช้บังคับได้ เมื่อแผนยังคงมีสาระสำคัญเพียงพอในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงถือว่าแผนมีรายการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ประกอบมาตรา 90/58 วรรคสอง การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้รับการชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอมตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58(2) พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมาตรา90/42(3)(ข) ให้มีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ และมาตรา 90/42 ทวิ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ไว้ ตามมาตรา 90/42 ทวิ(3)และมาตรา 90/42 ตรี ดังนั้น เจ้าหนี้ไม่มีประกันจึงสามารถจัดแบ่งเป็นหลายกลุ่มได้ เพียงแต่แผนฟื้นฟูกิจการต้องกำหนดให้เจ้าหนี้แต่ละรายในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 150พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 6พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/42พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/42 ทวิพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/42 ตรีพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/46พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/58พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/59พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/60พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/70พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 90/75พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 130
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสยามไทร์คอร์ด แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2543 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/46 ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาแผนให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56 แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 21 ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อเสนอการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการมิได้เป็นไปตามสัดส่วนเฉลี่ยของเจ้าหนี้แต่ละรายที่เท่าเทียมกัน ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 เสียเปรียบโดยไม่เป็นธรรม เพราะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้จำนวน 1,050,364,284.45 บาท และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้จำนวน 589,823,494.65 บาท แต่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดจำนวน 823,066,175.54 บาท โดยได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันจำนวน 600,000,000 บาท ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันจำนวน 223,066,175.54 บาท หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 227,298,108.91 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาล (ดอกเบี้ยถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการถึงวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ) อีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในขณะที่ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกันเพียง174,906,764.25 บาท เท่านั้น หนี้ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 414,916,730.40 บาท กับดอกเบี้ยระหว่างกาลอีกร้อยละ 50 ให้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ส่วนเจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอจำนวน 2,990,822.59 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ต้องปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้เลย นอกจากนั้นการที่แผนกำหนดจำนวนหนี้มีประกันให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 10 จำนวน 600,000,000 บาท ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินหลักประกันของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 เป็นเงิน 629,511,500 บาท แต่บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทประเมินภายนอกที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย และเมื่อเปรียบเทียบกับการประเมินหลักประกันของบริษัทกรุงเทพประเมินราคา จำกัด กับบริษัทประเมินทรัพย์สินและกฎหมาย จำกัด ที่ประเมินเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2542 และ 14 พฤษภาคม 2542 เป็นเงินเพียง 484,438,000 บาท และ 483,438,848 บาท ตามลำดับ เท่านั้นซึ่งมีราคาประเมินใกล้เคียงกัน และบริษัททั้งสองแม้จะเป็นบริษัทประเมินภายนอกแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทั้งลูกหนี้เป็นผู้ให้ทำการประเมินเอง ราคาประเมินจึงเหมาะสมกว่า การที่ผู้ทำแผนใช้ราคาประเมินของบริษัทแมสส์ แวลูเอชั่น จำกัด ทำให้จำนวนหนี้ที่มีประกันสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันถึง 145,072,500 บาท เจ้าหนี้รายที่ 10 จึงควรได้รับการคุ้มครองในฐานะเจ้าหนี้มีประกันเทียบเท่ามูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น มิใช่เท่าราคามูลจำนองซึ่งสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจำนวนหนี้ส่วนต่างที่เกินจากมูลค่าของทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันจึงต้องจัดอยู่ในกลุ่มหนี้ไม่มีประกันเหมือนหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 19 และที่ 21 ยิ่งไปกว่านั้นการจัดลำดับการชำระเงินจากกระแสเงินสดตามแผนฟื้นฟูกิจการก็ไม่ชอบเพราะกำหนดให้เจ้าหนี้การค้าคือเจ้าหนี้รายที่ 19 ได้รับชำระหนี้ในลำดับที่ 4 เงินต้นและดอกเบี้ยของเจ้าหนี้รายที่ 10 ได้รับชำระในลำดับที่ 5 ในขณะที่เจ้าหนี้รายที่ 21 กลับได้ชำระในลำดับที่ 6 ถัดจากเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการเป็นมติตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ซึ่งมาตรา 90/58(2) บังคับให้ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายเว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะให้ความยินยอม เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 10 ที่ 19 และที่ 21 ล้วนอยู่ในลำดับเดียวกันตามมาตรา 130(7) ซึ่งหากมีเงินไม่พอชำระเต็มจำนวนก็ให้เจ้าหนี้ในลำดับนั้นได้รับเฉลี่ยตามส่วน เจ้าหนี้ทุกรายจึงต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การที่แผนระบุให้เจ้าหนี้รายที่ 10 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้รายที่ 19 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้าได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายที่ 21 ทั้งยังระบุสัดส่วนของเงินสดที่จะได้รับชำระแตกต่างจากสัดส่วนของจำนวนหนี้ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 21 ได้รับชำระหนี้ภายหลังเจ้าหนี้รายอื่นและในสัดส่วนต่ำกว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง