คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 6987/2538
หลักกฎหมาย
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปทำการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละส่วนเท่าๆกันจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อราคาที่ดินทั้งหมดซึ่งเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง คำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดที่พิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินแก่จำเลยร่วมไม่ใช่คำพิพากษาที่ได้แสดงหรือวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ของที่ดินอันจะมีผลผูกพันบุคคลภายนอกคดีจึงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145วรรคหนึ่งไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีโจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยแบ่งแยกและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อลงในทะเบียนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามได้กรณีมิใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของจำเลยและจำเลยร่วม กำหนดเวลาให้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน1ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1375ไม่ใช่เรื่องอายุความแต่เป็นกำหนดเวลาสำหรับฟ้องคดีหากโจทก์ทั้งสามถูกแย่งการครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และไม่ได้ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ย่อมเสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินทันทีซึ่งเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยและจำเลยร่วมจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยและจำเลยร่วมก็มีสิทธิที่จะยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคสองการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยเห็นว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนางสาวบุญหวงหรือหวงชูสวัสดิ์ เป็นบุตรของนายกลึง ชูสวัสดิ์ และโจทก์ที่ 3จำเลยเป็นบุตรของนายแนบ หนูแก้ว บิดาเลี้ยงของโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 2 และนางสาวบุญหวงหรือหวง โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2และนางสาวบุญหวงหรือหวง เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองร่วมกันในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127/55 เนื้อที่22 ไร่ 1 งาน และ 88 ตารางวา โดยมีส่วนเท่า ๆ กันคนละ 1 ส่วนเป็นเนื้อที่คนละ 7 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา ซึ่งได้มาเมื่อวันที่5 พฤศจิกายน 2513 โดยจำเลยเป็นผู้รับให้ที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 3 ไว้แทน หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนางสาวบุญหวงหรือหวงได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกันกับโจทก์ที่ 3 และบิดาเลี้ยงตลอดมา ส่วนจำเลยไม่เคยเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยจำเลยได้สัญญาว่า ตามที่จำเลยได้รับยกให้จากโจทก์ที่ 3 นั้น จำเลยจะยึดถือไว้เพื่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2และนางสาวบุญหวงหรือหวงไม่ยึดถือไว้เพื่อตนเอง และหากนายแนบและโจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อใด จำเลยจะเป็นผู้ดำเนินการแบ่งและโอนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และนางสาวบุญหวงหรือหวงคนละส่วนเท่า ๆ กัน โดยจำเลยจะไม่โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น ต่อมานายแนบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2519 แต่จำเลยก็ยังไม่ได้ดำเนินการแบ่งแยกและเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว นางสาวบุญหวงหรือหวงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2522 บิดาของนางสาวบุญหวงหรือหวงได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวบุญหวงหรือหวงเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาและเป็นทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียว ต่อมาประมาณต้นเดือนสิงหาคม 2533 โจทก์ทั้งสามแจ้งให้จำเลยไปทำการแบ่งแยกและโอนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ส่วนเท่ากัน แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทำการแบ่งแยกและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127/55 หมู่ที่ 3ตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 22 ไร่1 งาน 88 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 7 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่127/55 ฉบับผู้ถือซึ่งจำเลยยึดถือไว้ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ด้วยประการใด ๆ ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท่าฉางออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับผู้ถือเดิมทันที โดยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลยแต่โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในนามของตนเอง จำเลยและญาติของจำเลยไม่ยินยอม บิดาของจำเลยจึงตกลงให้โอนที่ดินคืนให้แก่จำเลยจำเลยไม่ได้รับโอนหรือถือการครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสามและไม่เคยทำสัญญาตกลงว่าจะครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสามรวมทั้งไม่เคยตกลงว่าหากบิดาหรือมารดาเลี้ยงของจำเลยถึงแก่ความตายแล้วจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม บันทึกถ้อยคำเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จำเลยได้ครอบครองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตลอด จำเลยเคยนำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ทั้งสามไม่เคยคัดค้านโจทก์ทั้งสามทราบดีก่อนฟ้องว่า จำเลยได้โอนขายที่ดินพิพาทให้นางยุพา ตรีรัตน์ โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะไม่อยู่ในสภาพที่จะบังคับตามฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา นางยุพา ตรีรัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปทำการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 127/55 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 7 ไร่ 1 งาน 96 ตารางวา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ที่จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องว่า ในปี 2519 และปี 2522ฝ่ายโจทก์ได้พูดให้จำเลยโอนที่ดินให้แก่โจทก์แต่จำเลยไม่ยอมหากโจทก์ทั้งสามเห็นว่าถูกโต้แย้งสิทธิจะต้องนำคดีมาฟ้องภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แต่โจทก์ทั้งสามเพิ่งนำคดีมาฟ้อง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและศาลชั้นต้นก็ไม่ได้วินิจฉัยถึง กรณีจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ไม่เป็นสาระคดีอัน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง