คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 699/2553
หลักกฎหมาย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 1 เคยรับราชการครูในสังกัดของโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2529 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อภาคฤดูร้อนในหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิตที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าวิทยาเขตธนบุรีซึ่งเป็นการศึกษาต่อภายในประเทศ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา หากผิดสัญญายินยอมชดใช้เงินทุน เงินเดือน เงินอุดหนุนการศึกษา และหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปทั้งหมดตลอดเวลาที่ไปศึกษา กับเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่า ของจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อตามที่ได้รับอนุมัติในแต่ละภาคฤดูร้อนดังนี้ ปีการศึกษา 2528 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2529 ถึง 20 พฤษภาคม 2529 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 20 ถึง 31 ตุลาคม 2529 ปีการศึกษา 2529 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2530 ถึง 20 พฤษภาคม 2530 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 19 ถึง 28 ตุลาคม 2530 ปีการศึกษา 2530 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2531 ถึง 20 พฤษภาคม 2531 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 17 ถึง 22 ตุลาคม 2531 ปีการศึกษา 2531 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 20 มีนาคม 2532 ถึง 17 พฤษภาคม 2532 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 16 ถึง 25 ตุลาคม 2532 ปีการศึกษา 2532 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2533 ถึง 9 พฤษภาคม 2533 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 15 ถึง 24 ตุลาคม 2533 ปีการศึกษา 2533 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 18 มีนาคม 2534 ถึง 17 พฤษภาคม 2534 เรียนทบทวนและสอบระหว่างวันที่ 14 ถึง 22 ตุลาคม 2534 ปีการศึกษา 2534 ลงทะเบียนเรียนระหว่างวันที่ 16 มีนาคม 2535 ถึง 13 พฤษภาคม 2535 รวมเวลาที่ไปศึกษาต่อ 1 ปี 4 เดือน 5 วัน ตลอดเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือน เงิน พ.ช.ค. รวมทั้งสิ้น 80,770.55 บาท และเงินทุน 35,000 บาท นอกจากนั้นเมื่อระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 ถึง 31 พฤษภาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อในภาคปกติซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าวครอบคลุมถึงภาคฤดูร้อนของปีการศึกษา 2534 ด้วย โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับมาปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่า ของระยะเวลาที่ไปศึกษาต่อ หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้คืนเงินทุน และหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม และหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ พร้อมกับชำระเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้คืนภายในกำหนด 30 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากไม่ชำระภายในกำหนดยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในการนี้มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามสัญญาศึกษาต่อภาคปกติโดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับตามสัญญาแทน จำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาต่อตามสัญญาดังกล่าวเป็นเวลา 4 เดือน 15 วัน ตลอดระยะเวลาที่ไปศึกษาต่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนทั้งสิ้น 30,427.47 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการชดใช้ตามสัญญาเป็นเวลา 9 เดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน จนเป็นเหตุให้ทางราชการมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาฉบับแรกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินเดือน เงิน พ.ช.ค. พร้อมเบี้ยปรับ หนึ่งเท่า คิดเป็นเงิน 161,541.10 บาท และเงินทุนที่ต้องชดใช้คืนพร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่า คิดเป็นเงิน 70,000 บาท รวมเป็นเงิน 231,541.10 บาท และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาฉบับที่ 2 โดยต้องชดใช้เงินเดือนและเบี้ยปรับอีกสองเท่า คิดเป็นเงิน 91,282.41 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามในวันที่ 28 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 449,128.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 322,823.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 126,996.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 91,282.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง