ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 6993/2544

หลักกฎหมาย

ล. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องส. กับโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ ส. และบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้าม ส. และโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยอ้างสิทธิในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเพราะโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาโดยไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นว่า ระหว่างจำเลยกับ ล. ผู้ใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ล. ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ล. ไม่ใช่เป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีหลายครั้งทั้งที่ทราบคำกำชับของศาลแล้วพฤติการณ์แห่งคดีแสดงว่าจำเลยมิได้ให้ความสนใจและความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและตามคำร้องขอเลื่อนคดีและใบรับรองแพทย์ท้ายคำร้องอ้างเหตุเพียงว่าจำเลยเดินทางไกลไม่ได้เท่านั้น มิได้มีปรากฏเหตุผลว่าเป็นความเจ็บป่วยจนถึงไม่สามารถมาศาลได้อย่างแท้จริงหรือไม่สามารถเบิกความได้ทั้งจำเลยก็มิได้แสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลชั้นต้นว่าหากไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีแล้วจะทำให้เสียความยุติธรรม พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวให้คดีล่าช้าโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1865ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 ไร่3 งาน 26 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย โสมนะพันธ์ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531 และเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขนกรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์(กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยโสมนะพันธ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531ไม่ผูกพันและไม่อาจใช้ยันโจทก์ได้ ให้เพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม พันจ่าอากาศเอกยงยุทธ มณีอินทร์และนางสาวพิมพ์ใจ มณีอินทร์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่านางลมัย โสมนะพันธ์ เป็นบุตรพระยาธรรมเสนากับคุณหญิงแก้ว โจทก์เป็นบุตรนางลมัยกับนายเพ็ง โสมนะพันธ์ และเป็นผู้จัดการมรดกของนางลมัยโดยคำสั่งศาล นางลมัยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1865 ตำบลอนุสาวรีย์ (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานครเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คำสั่งศาลจังหวัดสระบุรีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาคดีโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่ และที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยหรือของจำเลย ในปัญหาแรกเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 23115/2531 ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2533 จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสุดใจ เอี่ยมทัศน์ เป็นจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า จำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาล ให้ขับไล่นางสุดใจและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามนางสุดใจ และโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทตามคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 ในคดีดังกล่าวโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดี โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางลมัยฟ้องคดีนี้ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัย จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทในคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 เป็นเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลพิพากษาขับไล่นางสุดใจและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและห้ามนางสุดใจและโจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท โดยอ้างสิทธิในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลโดยการครอบครองปรปักษ์และศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดีเพราะโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาโดยไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นว่าระหว่างจำเลยกับนางลมัย ผู้ใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เนื่องจากคดีก่อนโจทก์ยังมิได้เข้าไปโต้แย้งเรื่องที่จำเลยอ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางลมัยไม่ใช่เป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน และขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ได้ความว่าคดีหมายเลขแดงที่ 17174/2533 ยังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างที่โจทก์ยื่นคำขอต่อศาลให้มีการพิจารณาใหม่ แม้ภายหลังศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 484/2538 ท้ายฎีกาของจำเลยฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังที่จำเลยฎีกา ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5240/2541 ระหว่างนางพยูร เรืองงาม โจทก์กับนางอังคณาพูลสุวรรณ กับพวก จำเลย สำหรับปัญหาว่าคำสั่งศาลจังหวัดสระบุรีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาคดีตามคำขอของจำเลยโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบชอบหรือไม่นั้นเห็นว่าคู่ความจะร้องขอเลื่อนคดีติดต่อกันได้ ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 40 วรรคแรก และการอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่าศาลชั้นต้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6993/2544 · ทนอย Thanoy