ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 6997/2561

หลักกฎหมาย

คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์ได้ แม้คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่าสมควรจะสั่งพักราชการโจทก์ เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการหรือไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91 และ 157 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ระหว่างนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวณัฐรินทร์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์โจทก์ไว้พิจารณา ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) จำเลยทั้งหกเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครองและได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง จำเลยทั้งหกจึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนโจทก์ซึ่งถูกกล่าวหาในกรณีที่มีข่าวปรากฏผ่านทางสื่อสารมวลชนว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะสนับสนุนพันตำรวจโท ชูธเรศ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้กำกับการและมอบหมายให้นายดิเรกฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง แจ้งความประสงค์ดังกล่าวต่อรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 3 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ในระหว่างที่คณะกรรมการสอบสวนยังไม่ได้เริ่มการสอบสวน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยทั้งหกร่วมกันมีมติพักราชการโจทก์ ในวาระที่ 4.14 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ (การสั่งพักราชการตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหากรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ) โดยมีมติว่า "1. สั่งพักราชการนายหัสวุฒิ ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองผู้ถูกกล่าวหา กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองและประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตามมาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่า ก.ศป. จะพิจารณากรณีที่นายหัสวุฒิ ผู้ถูกกล่าวหาแล้วเสร็จ" โดยคณะกรรมการสอบสวนยังไม่เคยเสนอความเห็นเรื่องพักราชการโจทก์ต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ตามข้อ 12 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า หากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยยังไม่ได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองว่า สมควรจะสั่งพักราชการโจทก์เพื่อมิให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการต่อไปอันจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองมีอำนาจสั่งพักราชการโจทก์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "ในระหว่างการสอบสวนหรือ...ถ้า ก.ศป. เห็นว่าการให้ผู้ถูกสอบสวนหรือพิจารณาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการจะมีมติให้พักราชการก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจแก่ ก.ศป. ที่จะใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยได้ หาก ก.ศป. เห็นว่าการให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ส่วนข้อเท็จจริงที่จะทำให้ ก.ศป. เห็นว่าการให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการหรือไม่ อาจเป็นข้อเท็จจริงที่ ก.ศป. เห็นเองหรือได้จากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ตามข้อ 12 ของระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยวิธีการสอบสวนและสิทธิของตุลาการศาลปกครองซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติในการดำเนินการสอบสวน โดยระเบียบนี้ออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคห้า ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท เมื่อกฎหมายแม่บทให้อำนาจ ก.ศป. ที่จะใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการผู้ถูกสอบสวนได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หรือกำหนดให้ต้องฟังความเห็นจากคณะกรรมการสอบสวนก่อน จึงไม่อาจนำวิธีการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวมาตัดอำนาจของ ก.ศป. ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานกรรมการสอบสวนก็เป็นกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) อยู่ในขณะนั้นด้วย ยิ่งทำให้เห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง