คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566
ฎีกาที่ 701/2566
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 2 นำหุ้นที่โจทก์เป็นเจ้าของอยู่ครึ่งหนึ่งไปเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ร่วมมือกับจำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจำเลยที่ 2 เป็นชื่อจำเลยที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 255,000 หุ้น ซึ่งมีส่วนของโจทก์รวมอยู่ด้วยโดยไม่ปรากฏว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง อันเป็นการทำเอกสารเท็จ จำเลยที่ 3 ซึ่งรับว่าเป็นสามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่าเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเอกสารเปลี่ยนแปลงบัญชีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทนำไปให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อที่เรือนจำ ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในวิสัยดำเนินการเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 ร่วมมือกับจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่โดยฐานะจำเลยที่ 3 มิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท ตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท กระทำ หรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้...(2) ลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารของ ฯ บริษัท" แสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่าต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัท จึงจะลงโทษเป็นตัวการกระทำผิดได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทจำเลยที่ 1 แม้จะร่วมกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ คงลงโทษจำเลยที่ 3 ได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลงข้อความเท็จของบริษัท
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 86พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 42
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 92, 93, 334, 335 (7), 357 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, 41, 42 (2) ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10 ประกอบมาตรา 25, 42 (2) เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานไม่ทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท ฐานไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6,000 บาท รวมปรับคนละ 12,000 บาท ฐานลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ถึงปัจจุบัน โจทก์และจำเลยที่ 2 เคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากโจทก์มีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 2 เคยใช้ชื่อว่านางสาวฐิภัสสร ช่วงจดทะเบียนตั้งจำเลยที่ 1 ในปี 2547 ใช้ชื่อ นางสาวภัคณอร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2553 และใช้ชื่อนางสาวชัญวีร์กร ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 มีนางสมหมายเป็นมารดา จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3042/2560 ของศาลชั้นต้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 8, 10, และจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ มาตรา 8, 10, ประกอบมาตรา 25, 42, (2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา คงมีแต่โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ลงข้อความเท็จในเอกสารบริษัท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น โจทก์นำสืบในข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวโจทก์และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมจัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 3 สามีใหม่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดทำบัญชีผู้ถือหุ้นฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ณ วันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 โดยระบุผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น จำนวน 225,000 หุ้น หรือร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้น และประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เป็นเท็จ โดยไม่มีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น เพราะความจริงโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อยู่ 45,000 หุ้น จากจำนวนหุ้น 300,000 หุ้น นางสมหมาย มีหุ้นอยู่ 30,000 หุ้นและนางสาวชัชฎาภรณ์ยังเป็นผู้ถือหุ้น โดยในวันที่ระบุว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำและไม่มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสามได้นำส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นที่ทำขึ้นอันเป็นเท็จนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทประกาศโฆษณาให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่าโจทก์และนางสมหมายไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์และนางสมหมายซึ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง