คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 7015/2555
หลักกฎหมาย
บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินยังไม่ถูกต้อง มิใช่เพราะเห็นว่าโจกท์ไม่มีภาษีต้องชำระเพิ่ม ซึ่งถือไม่ได้ว่าการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกเสร็จสิ้นลงแล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 19 อีกครั้ง แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินครั้งหลังยังเป็นการประเมินในเรื่องเดิมเกี่ยวกับยอดเงินได้พึงประเมินของโจทก์โดยเจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบมาแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมในการประเมินครั้งแรกเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณามิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ที่ไม่เคยตรวจสอบไต่สวนมาก่อน จึงไม่จำต้องแจ้งโจทก์มาชี้แจงแสดงหลักฐานเพิ่มเติม ข้อความในอุทธรณ์ของโจทก์เป็นไปในทำนองเดียวกับที่กล่าวในคำฟ้องโดยไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร วิธีการประเมินมิใช่ขั้นตอนปกติด้วยเหตุผลใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บัญชีเงินฝากธนาคารที่โจทก์เปิดไว้ หากโจทก์อ้างว่าเงินในบัญชีมีส่วนที่เป็นของบุคคลอื่นรวมอยู่ด้วย โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ความเช่นนั้น เงินดังกล่าวเป็นจำนวนสูงมาก โจทก์อ้างว่าเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซ. ซึ่งตามปกตินิติบุคคลย่อมต้องมีการจัดทำบัญชีรับจ่าย บัญชีแสดงรายการเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งงบการเงิน แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าเงินของห้างมีที่มาอย่างไร แต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด การโอนเงินเข้าบัญชีเป็นเงินสำหรับหมุนเวียนในการประกอบการค้าของห้างโจทก์ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยอดเงินในวันสุดท้ายของปีเป็นหนี้ธนาคารหรือคงเหลือ 5,000 บาท ก็ไม่อาจสรุปว่าเงินฝากในบัญชีไม่ใช่ของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่ายอดเงินที่เข้าบัญชีมีส่วนที่เป็นของห้างจำนวนเท่าใด การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำยอดเงินฝากเข้าบัญชีภายหลังหักจำนวนเงินที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการชำระค่าสินค้าของห้างเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และหักค่าใช้จ่ายเหมาให้ในอัตราร้อยละ75 โดยงดเบี้ยปรับ จึงถูกต้องและเหมาะสมแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 6760050/1/100822 ถึง 100825 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ (สภ.6) พบ./6/2548 เลขที่ (สภ.6) พบ./7/2548 เลขที่ (สภ.6) พบ./8/2548 และเลขที่ (สภ.6) พบ./9/2548 จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ในครั้งหลังหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินครั้งหลังมิได้มีการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการประเมินซ้ำกับการประเมินครั้งแรกที่สิ้นสุดไปแล้ว และเป็นการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีจำนวนสูงกว่าที่ประเมินครั้งแรกอันเป็นโทษแก่โจทก์ จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2538 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรว่าด้วยเรื่องอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินมิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ ได้ความว่าก่อนมีการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษีที่พิพาทจากโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโจทก์ไปไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินดังกล่าวยังไม่ถูกต้อง มิใช่เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีภาระภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ซึ่งถือไม่ได้ว่าการเรียกตรวจสอบตามหมายเรียกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว เจ้าพนักงานประเมินก็ย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 อีกครั้ง แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรกก็ตาม แต่การประเมินในครั้งหลังมีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินครั้งหลังยังคงเป็นการประเมินในเรื่องเดิมเกี่ยวกับยอดเงินได้พึงประเมินของโจทก์ โดยเจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานที่ได้จากการดำเนินการตรวจสอบไต่สวนมาแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมในการประเมินครั้งแรกเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาประเมิน มิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ที่เจ้าพนักงานประเมินไม่เคยตรวจสอบไต่สวนมาก่อน ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์มาชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติมดังที่โจทก์อ้าง สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5158/2538 ระหว่าง บริษัทเตียง จิราธิวัฒน์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากรกับพวก จำเลย เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกไต่สวนโจทก์ในคดีดังกล่าวและมีการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมามีการแจ้งการประเมินในประเด็นเรื่องใหม่ให้โจทก์ในคดีดังกล่าวชำระภาษีเพิ่มอีกโดยมิได้ยกเลิกการประเมินครั้งแรก ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างจึงแตกต่างจากคดีนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินในครั้งหลังโดยอาศัยหมายเรียกฉบับเดิมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์โดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินเพียงแต่นำรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์มาประกอบการพิจารณาว่ารายการทางการเงินที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์หรือไม่ และรายการที่โจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์เพื่อนำมาประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นวิธีการประเมินตามขั้นตอนปกติทั่วไปและคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เป็นการประเมินโดยการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินอาศัยพยานหลักฐานจากรายการเงินฝากในบัญชีเลขที่ 324 - 301115 - 6 ของโจทก์มาเป็นเงินได้พึงประเมินและใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ เป็นการประเมินโดยกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ข้อความในอุทธรณ์ของโจทก์เป็นไปในทำนองเดียวกับที่โจทก์กล่าวไว้ในคำฟ้อง โดยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่าไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร วิธีการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวมิใช่การประเมินตา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง