คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 7051/2540
หลักกฎหมาย
แม้ในสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท ข้อ 1 ระบุว่า "...ผู้ให้สัญญา (จำเลย) ยินยอมให้ผู้รับสัญญา (โจทก์) ขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากห้องเช่าให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 โดยผู้ให้สัญญาได้ให้ค่าตอบแทนในการขนย้ายให้กับผู้รับสัญญาเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท ในวันที่ทำสัญญานี้ โดยมอบให้ จ. เป็นผู้เก็บรักษาไว้และจะมอบให้ผู้รับสัญญาเมื่อได้ส่งมอบห้องเช่าทั้งสามห้องคืนให้ผู้ให้สัญญาแล้ว"ก็ตาม แต่ในข้อ 5 ระบุว่า "คู่สัญญาตกลงดำเนินการตามข้อตกลงนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2531 หากพ้นกำหนดนี้ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก" แสดงว่าข้อตกลงเกี่ยวกับเวลาตามข้อ 1 ไม่ใช่ข้อตกลงเด็ดขาด คงเป็นข้อตกลงในหลักการเบื้องต้นเท่านั้น แต่ข้อตกลงในข้อ 5 เป็นข้อตกลงที่เด็ดขาดว่าคู่สัญญาจะดำเนินการตามข้อตกลงนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2531 หากพ้นกำหนดนี้จึงให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก ดังนั้น โจทก์ย่อมนำสืบได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของสัญญาจากข้อ 1 จนถึงข้อ 5 แล้ว ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องและไม่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาตกลงระงับข้อพิพาท โจทก์ประกอบกิจการค้าขายเฟอร์นิเจอร์ มุกตุ๊กตาจีนและแจกันลายคราม การที่โจทก์ได้ติดต่อซื้อรถสามล้อเครื่องจำนวน 50 คัน จากบริษัท ว. โดยได้วางเงินมัดจำไว้2,500,000 บาท ซึ่งเป็นกิจการที่ไม่อยู่ในกิจการค้าขายของโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับอนุมัติวงเงินกู้จากธนาคารทำให้โจทก์ไม่สามารถชำระเงินให้ผู้ขายรถสามล้อเครื่องจนผู้ขายริบมัดจำและทำให้โจทก์ขาดรายได้จากการให้เช่ารถสามล้อเครื่องก็ตามกรณีถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น และไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดแก่พฤติการณ์พิเศษที่จำเลยผู้ให้เช่าได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายตามที่โจทก์อ้าง แม้ตามฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องมาเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ถูกริบมัดจำและขาดประโยชน์ที่จะได้จากการให้เช่ารถสามล้อเครื่อง ไม่ได้เรียกร้องเป็นค่าเสียหายฐานผิดสัญญาในความเสียหายที่ไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพย์ที่ถูกยึดก็ตาม แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์กล่าวด้วยว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองตามคำฟ้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินและตึกแถว กล่าวคือโจทก์ต้องสูญเสียความเชื่อถือจากธนาคารโดยไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารตามที่โจทก์ต้องการได้ ดังนี้พอถือได้ว่า โจทก์ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพราะจำเลยทั้งสองยึดที่ดินและตึกแถวของโจทก์ ทำให้โจทก์ใช้ประโยชน์จากทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้ ซึ่งค่าเสียหายนี้ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยใช้แก่โจทก์ตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดการถอนการยึดทรัพย์ที่จำเลยนำยึดโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการถอนการยึดทรัพย์หากจำเลยไม่ยอมถอนการยึดให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยนั้นเมื่อการบังคับคดีดังกล่าวเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลในคดีเดิม ดังนี้โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอในคดีนี้ให้บังคับจำเลยร่วมกันถอนการยึดทรัพย์ที่จำเลยนำยึดในคดีดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยทั้งสองมีกรณีพิพาทเป็นคดีฟ้องร้องซึ่งกันและกันด้วยเรื่องสิทธิการเช่าห้องในคดีหมายเลขดำที่ 12338/2525 และคดีหมายเลขดำที่ 3065/2526 คดีหมายเลขแดงที่ 5708-9/2527 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อพิพาททั้งหมด โดยโจทก์ตกลงยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องเช่าดังกล่าวภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 และจำเลยทั้งสองยอมจ่ายเงินค่าตอบแทนในการขนย้ายให้โจทก์ 400,000 บาท และไม่ติดใจที่จะบังคับคดีในคดีทั้งหมด โดยเฉพาะคดีหมายเลขดำที่ 12338/2525 และคดีหมายเลขดำที่ 3065/2526คดีหมายเลขแดงที่ 5708-5709/2527 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์และจำเลยทั้งสองจะถอนฎีกาให้เสร็จสิ้น เมื่อถึงกำหนดตามสัญญาโจทก์ได้ขนย้ายและถอนฎีกาให้จำเลยทั้งสองเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่จำเลยทั้งสองกลับผิดสัญญา โดยจำเลยทั้งสองไม่ยอมถอนฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ 12338/2525 และคดีหมายเลขดำที่ 3065/2526 คดีหมายเลขแดงที่ 5708-5709/2527 ดังกล่าว ทั้งนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมตึกแถวของโจทก์เพื่อนำออกขายทอดตลาด การผิดสัญญาของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ต้องเสียหายเป็นเงิน 3,530,342.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนการยึดที่ดินและตึกแถวดังกล่าวของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,530,342.50 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,500,000 บาท กับค่าเสียหายวันละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่ออกจากห้องเช่าและถอนฎีกาภายในกำหนดที่ตกลงกันไว้ในสัญญา โจทก์ไม่เสียหาย เพราะความเสียหายตามฟ้องของโจทก์มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และโจทก์ขอให้ถอนการยึดทรัพย์ไม่ได้เพราะเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1ระบุว่า "...ผู้ให้สัญญา (จำเลย) ยินยอมให้ผู้รับสัญญา (โจทก์) ขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดออกไปจากห้องเช่าเลขที่ 409, 411, 413 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 โดยผู้ให้สัญญาได้ให้ค่าตอบแทนในการขนย้ายให้กับผู้รับสัญญาเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท ในวันที่ทำสัญญานี้ โดยมอบให้นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี เป็นผู้เก็บรักษาไว้และจะมอบให้ผู้รับสัญญาเมื่อได้ส่งมอบห้องเช่าทั้งสามห้องคืนให้ผู้ให้สัญญาแล้ว" ก็ตาม แต่ในข้อ 5 ระบุว่า "คู่สัญญาตกลงดำเนินการตามข้อตกลงนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2531 หากพ้นกำหนดนี้ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิก" แสดงว่าข้อตกลงเกี่ยวกับเวลาตามข้อ 1 ไม่ใช่ข้อตกลงเด็ดขาด คงเป็นข้อตกลงในหลักการเบื้องต้นเท่านั้น แต่ข้อตกลงในข้อ 5เป็นข้อตกลงที่เด็ดขาดว่าคู่สัญญา (โจทก์และจำเลยทั้งสอง) จะดำเนินการตามข้อตกลงนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2531 หากพ้นกำหนดนี้จึงให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันยกเลิกซึ่งโจทก์ย่อมนำสืบได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของสัญญาจากข้อ 1จนถึงข้อ 5 แล้ว การนำสืบของโจทก์หาเป็นการนำสืบนอกฟ้องและเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ไม่ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองรับมอบห้องเช่าดังกล่าวจากโจทก์ในวันที่ 22 สิงหาคม 2531 ตามบันทึกการส่งมอบห้องเช่าเอกสารหมาย จ.2 และรับเงินค่าตอบแทนในการขนย้ายจำนวน400,000 บาท จากจำเลยทั้งสองและโจทก์ได้ถอนฟ้องฎีกาในวันที่ 23 สิงหาคม 2531ซึ่งเป็นวันหลังจากที่ได้รับเงินค่าตอบแทนในการขนย้ายจำนวน 400,000 บาท จากนายจิตติแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่ถอนฟ้องฎีกาและถอนฟ้องคดีที่ได้ฟ้องโจทก์ไว้ทั้งหมดแล้วย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ปัญหาข้อสองตามฎีกาโจทก์มีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด ประเด็นข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดก็ตาม เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบพยานหลักฐานต่าง ๆ ครบถ้วนจนคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ต่อไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งในประเด็นข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยทั้งสอง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง