คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 7064/2553
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 ให้การยอมรับว่าได้กู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ น. ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 จริง ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.15 ทั้งรับว่าได้ชำระคืนแก่ผู้ให้กู้ดังกล่าวตลอดมาเพียงแต่ชำระไม่ครบจำนวนตามที่ตกลงกัน ชำระไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดในสัญญาและต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้ว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมเท่ากับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าลายมือชื่อในสัญญากู้เงินดังกล่าว เป็นลายมือชื่อที่แท้จริง ของจำเลยที่ 1 มิใช่ลายมือชื่อปลอมแล้ว แม้จำเลยที่ 3 จะได้ยกข้อต่อสู้ว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในสัญญากู้เงินดังกล่าว ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเป็นลายมือชื่อปลอมก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามที่ยกขึ้นให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบโดยแถลงไม่ขอสืบพยาน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงฟังไม่ได้ หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวมีเพียงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ โดยไม่มีลายมือชื่อของบริษัทเงินทุน น. ผู้ให้กู้อยู่ด้วย จึงเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง แม้จะมีข้อความว่าหนังสือสัญญากู้เงิน เอกสารดังกล่าวก็มิใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอากรแสตมป์ลักษณะ 5 แต่อย่างใด หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ตามความหมายของมาตรา 653 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ น. ไปตามฟ้องโดยไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,269,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยยอมให้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกัน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามสัญญา โจทก์ได้รับหนี้ดังกล่าวตามโครงการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,093,400.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 694,076.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้ไม่ตรงตามสัญญา บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไม่เคยทวงถามหรือบอกเลิกสัญญา ถือได้ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) สละซึ่งประโยชน์แห่งข้อสัญญาที่ตกลงกันไว้ เมื่อมีการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท จำเลยที่ 1 พยายามชำระเงินคืน แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ปฏิเสธการรับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุผล จำเลยที่ 1 จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้เงิน ไม่ได้รับเงินกู้และไม่ได้จำนองทรัพย์เป็นประกันตามฟ้อง ลายมือชื่อในสัญญากู้สัญญาจำนองไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 3 ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 689,580.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกัน 4,496.14 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระ 1,407.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,496.14 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มกราคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 114/16 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 1 อาคารโมเดอร์นโฮมเพลส 3 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 30/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1172 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,269,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.15 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 114/16 ชั้นที่ 5 อาคารเลขที่ 1 อาคารโมเดอร์นโฮมเพลส 3 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 30/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1172 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้ โดยตกลงทำประกันภัยทรัพย์จำนองทุกปีและเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันเอง หากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชำระแทนไปก่อนก็ยอมชำระคืนให้ ตามเอกสารหมาย จ.20 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและยังค้างชำระต้นเงิน 689,580.41 บาท และค้างชำระค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ชำระแทนไปก่อน 4,496.14 บาท เมื่อโจทก์ได้รับโอนหนี้ดังกล่าวตามโครงการรวมกิจการระหว่างโจทก์กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ซึ่งรวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) แล้วโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตามเอกสารหมาย จ.22 ถึง จ.27 จำเลยที่ 3 ฎีกาประการแรกว่า... จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13 จำเลยที่ 1 กู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นวธนกิจ จำกัด (มหาชน) ไปจำนวน 1,269,000 บาท และกำหนดชำระภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2552 หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ช
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง