คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 7075/2538
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่1ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ต่อมาจำเลยที่1จดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่2เป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบจำเลยที่2ย่อมนำสืบพยานบุคคลหักล้างหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทได้ว่าซื้อขายกันจริงในราคา1,400,000บาทส่วนเหตุที่มีการระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดินว่ามีการซื้อในราคาเพียง780,000บาทนั้นเป็นการแจ้งราคาซื้อขายให้บิดเบือนไปจากราคาซื้อที่ขายกันจริงเพื่อประโยชน์ในการที่จะได้ไม่ต้องเสียภาษีในจำนวนที่สูงเพราะมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94(ข)
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำนวน 151,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมขายบ้านตึกสองชั้นเลขที่ 99/70 พร้อมโฉนดเลขที่ 155645 และ 155646 เนื้อที่80 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 780,000 บาท จำเลยที่ 1และที่ 2 ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 155645 และ 155646 แขวงบางจาก เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลย ที่ 1 ขาดนัด ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1เป็นลูกหนี้ของโจทก์ ทั้งไม่ทราบว่าจะทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบจำเลยที่ 2 ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามราคาซื้อขายในท้องตลาดซึ่งสูงกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 155645 และ 155646 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่14 พฤศจิกายน 2532 และเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าว จำเลย ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์ โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบและจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2532 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับนายวรนิมิต สวยรักษ์ ชำระเงินจำนวน 151,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2531เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับแล้วไม่ยอมชำระ ครั้นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกันเงินที่ได้จากการขายที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้นำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ นอกจากที่ดินและบ้านพิพาทแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอย่างอื่นพอที่จะให้โจทก์ยึดมาชำระหนี้ได้อีก คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า ในขณะที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากสัญญาซื้อขายดังกล่าวได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรู้ว่าการที่จำเลยที่ 2ตกลงซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียเปรียบเพราะจำเลยที่ 2 มีบ้านอยู่ติดกับจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1ถูกดำเนินคดีแพ่งตามที่โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานเดินหมายของกรมบังคับคดีได้นำหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์และคำบังคับไปปิดไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกันน่าจะต้องทราบว่าจำเลยที่ 1 กำลังถูกโจทก์ฟ้องคดีแพ่งบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบว่า จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 780,000 บาท ต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดย่อมส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในราคาต่ำโดยเจตนาให้โจทก์เสียเปรียบ แต่จำเลยที่ 2 ก็นำสืบหักล้างว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 1 กำลังถูกโจทก์ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นอยู่ ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นราคาท้องตลาดในขณะนั้น ส่วนราคาซื้อขายจำนวน 780,000 บาท ที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาขายที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.5 เป็นเพียงราคาที่ระบุไว้เพื่อให้เสียภาษีน้อยเท่านั้น หาใช่ราคาซื้อขายที่แท้จริงไม่ เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 มีสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายตึกแถวบ้านพร้อมที่ดิน 80 ตารางวา เอกสารหมาย ล.3และสำเนาใบขอซื้อตราสารของธนาคารกรุงเทพ จำกัด กับสำเนาแคชเชียร์เช็คเลขที่ 0015260 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2532 ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางจาก เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2เป็นพยานสนับสนุน โดยสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายตึกแถวบ้านพร้อมที่ดิน 80 ตารางวา ระบุแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,400,000 บาท มีการวางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ในส่วนของเงินมัดจำจำเลยที่ 2 มีสำเนาใบขอซื้อตราสารของธนาคารกรุงเทพ จำกัดกับสำเนาแคชเชียร์เช็คเลขที่ 0015260 ของธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาบางจาก เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ซึ่งเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวลงวันที่เดียวกับวันที่ในหนังสือสัญญาจะซื้อขายตึกแถวบ้านพร้อมที่ดิน 80 ตารางวา คือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2532 เป็นพยานสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง