ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 7091/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นจำต้องเผชิญสืบทางพิพาท แต่โจทก์มิได้กล่าวอ้างให้เห็นชัดแจ้งว่าขาดพยานหลักฐานสำคัญใดบ้างที่จะทำให้ฝ่ายโจทก์เสียเปรียบหรือไม่ได้รับความยุติธรรม ประกอบกับพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบก็เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องเผชิญสืบทางพิพาทอีก โจทก์ฟ้องขอเปิดทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 60880 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าว และได้สร้างกำแพงคอนกรีตในที่ดินนั้น ดังนี้ คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ โจทก์จึงย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ห. เจ้าของที่ดินเดิมเพียงแต่อนุญาตให้ความยินยอมโจทก์บางรายเดินผ่านทางพิพาท เพราะเกี่ยวพันเป็นญาติกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นการใช้ทางพิพาทในลักษณะเอื้อเฟื้อต่อกัน ทั้ง ห. ก็ยังหวงแหนทางพิพาทอยู่ มิใช่เป็นการที่โจทก์ใช้ทางพิพาทในลักษณะปรปักษ์ ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภารจำยอม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 465 เนื้อที่ 27 ไร่เศษทิศเหนือติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 และทิศเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 463 ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ไม่มีเขตติดต่อกับทางสาธารณะเนื่องจากมีที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 และ 463 กับที่ดินของผู้อื่นกั้นขวางอยู่ แต่มีทางเดินและทางรถยนต์ทางทิศใต้ไปทางทิศเหนือผ่านที่ดินดังกล่าวทั้งสามแปลงรวมทั้งผ่านที่ดินของผู้อื่นซึ่งโจทก์ที่ 1 และประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางซอยต้นสนและซอยชูชาติอนุสรณ์แล้วออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะและถนนติวานนท์ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง ปี 2514 เจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 463 ได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยและจัดสรรที่ดินเป็นหมู่บ้านสี่ไชยทองโดยได้กันที่ดินเป็นทางเดินและทางรถยนต์ไว้อย่างเดิม ซึ่งต่อมาได้ยกให้เป็นทางสาธารณะ เมื่อปี 2514 ถึงปี 2515 โจทก์ที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 465 ออกเป็นแปลงย่อยรวม 15 แปลง เมื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้ว โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 465, 60878 และ 60875 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60869 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60870 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 66707 โจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60871 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60872 และ 105152 โจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 135591 โจทก์ที่ 8 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60882 โจทก์ที่ 9 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60874, 129915 และ 129916 โจทก์ที่ 10 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 129917 โจทก์ที่ 11 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 129918 โจทก์ที่ 12 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 129919 และผู้มีชื่ออีกรายหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกโฉนดเลขที่ 60880 ผู้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ได้รับการแบ่งแยกและเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 คงยินยอมให้ใช้ทางในที่ดินของตนเป็นทางเดินและทางรถยนต์ต่อไป ทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 กับผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกได้เว้นที่ดินส่วนนี้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ไว้กว้างข้างละ 3.50 เมตร พร้อมทั้งปรับปรุงเป็นถนนลูกรังกว้าง 7 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดินส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 60880 เจ้าของที่ดินได้เว้นที่ดินส่วนที่เป็นทางเดินและทางรถยนต์แต่เดิมไว้กว้าง 3.50 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นทางพิพาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 เจ้าของที่ดินได้เว้นที่ดินส่วนที่เป็นทางเดินและทางรถยนต์กว้าง 7 เมตร ยาวตลอดเขตที่ดินซึ่งก็เป็นทางพิพาท ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และผู้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 12885, 60880 ได้ใช้ทางเดินและทางรถยนต์แต่เดิมซึ่งรวมทั้งทางพิพาทเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาให้เป็นทางภารจำยอมมาตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอม ปี 2532 ถึงปี 2533 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 60880 และจำเลยทั้งสามได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2533 จำเลยทั้งสามได้ก่อสร้างกำแพงคอนกรีตปิดกั้นทางพิพาทตรงทางเชื่อมระหว่างเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 60869และ 60870 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 และตรงทางเชื่อมระหว่างเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 47021 ของผู้มีชื่อ เป็นเหตุให้โจทก์และประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้ทางพิพาทอันเป็นทางภารจำยอมได้การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท ขอให้พิพากษาแสดงว่าทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 12885กว้าง 7 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ดินและทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 60880 กว้าง 3.50 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 23เป็นทางภารจำยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อกำแพงคอนกรีตส่วนที่ปิดกั้นทางพิพาทและทำทางพิพาทให้อยู่ในสภาพเดิม ห้ามปิดกั้นทางพิพาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนภารจำยอมทางพิพาท หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมด้วยค่าเสียหายอีกเดือนละ50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะได้รื้อกำแพงและจดทะเบียนภารจำยอมทางพิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 12885 และโฉนดเลขที่ 60880 ยังไม่ถึง 10 ปี และใช้เป็นทางเดินกว้าง 1 เมตร โดยความยินยอมของเจ้าของที่ดินเดิมเป็นครั้งคราว ไม่มีเจตนาใช้อย่างปรปักษ์ ทางพิพาทจึงไม่ตกเป็นภารจำยอม ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียก บริษัทเคหะจตุพรชัย จำกัด นายประวิทย์ เอี่ยมพรรัตน์ และนายยุทธนา เฉื่อยฉ่ำ เข้ามาเป็นจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7091/2540 · ทนอย Thanoy