ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562

ฎีกาที่ 71/2562

หลักกฎหมาย

องค์ประกอบในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ต้องประกอบด้วย การเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยข่มขืนใจให้ทำงานหรือให้บริการโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของบุคคลอื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้บุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 เมื่อไม่ปรากฏว่า นับตั้งแต่ผู้เสียหายเข้ามาทำงานในโรงงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จนถึงวันที่ ผู้เสียหายหลบหนีออกมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการอันใดเป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสียหายทำงานโดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ผู้เสียหายทำงานหนักและไม่จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้เสียหายเท่านั้น ควบคุมให้ทำงานต่อเนื่อง ส่วนการที่จำเลยที่ 2 นำกุญแจมาคล้องประตูห้องพักซึ่งเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ด้วย ก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้เสียหาย และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 พูดห้ามผู้เสียหายมิให้ออกไปนอกโรงงานและบ้านพัก หากออกไปจะตัดผมให้สั้นเหมือนผู้ชาย ก็มิได้พูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ และผู้เสียหายไม่เคยเห็นคนงานคนใดถูกลงโทษ กรณีไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพื่อให้ผู้เสียหายทำงานให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 310, 310 ทวิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6252/2556 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3091/2558, 3092/2558 และ 3093/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก, 310 ทวิ ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และเป็นการกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังให้ปราศจากเสรีภาพ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 13 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6252/2556 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 9 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3091/2558, 3092/2558 และ 3093/2558 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ผู้เสียหายเป็นคนต่างด้าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนมจีนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลคนงานในโรงงาน เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2557 ผู้เสียหายเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทางพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่มีหนังสือเดินทางและไม่ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วมีชายไทยไปรับผู้เสียหายพามาส่งที่โรงงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ขณะผู้เสียหายออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ร้อยตำรวจโทพัฒนธรวิทย์ ออกตรวจท้องที่ผ่านมาพอดีได้พบผู้เสียหายสวมเสื้อเปียกน้ำสอบถามได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงจับผู้เสียหายส่งร้อยตำรวจเอกเชวงศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเสนาเพื่อดำเนินคดี ร้อยตำรวจเอกเชวงศักดิ์สอบปากคำผู้เสียหายไว้ แล้วส่งตัวผู้เสียหายให้เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ตรวจสอบและดำเนินการ ร้อยตำรวจเอกหญิงนันท์นภัส พนักงานสอบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์รับผู้เสียหายไว้ แล้วสอบคำให้การผู้เสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 ผู้เสียหายโดยสารรถแท็กซี่มาถึงโรงงานผลิตขนมจีนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พบจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกให้ผู้เสียหายทำหน้าที่ตักขนมจีนที่ต้มสุกแล้ว ให้เงินเดือน เดือนละ 6,000 บาท เริ่มทำงานเวลา 4 นาฬิกา จนถึงเวลา 24 นาฬิกา ผู้เสียหายทำงานร่วมกับคนสัญชาติลาว 11 คน คนสัญชาติไทย 2 คน การทำงานจะมีจำเลยทั้งสามกับชายอีกคนหนึ่งจำชื่อไม่ได้คอยควบคุม ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักของโรงงานไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 ห้า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2562 · ทนอย Thanoy