ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 7104/2546

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิต่าง ๆ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 บัญญัติไว้ และกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะสิ้นสุดลงได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือโดยโจทก์ทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป โจทก์มิได้ทำนิติกรรมให้มีผลเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินให้แก่จำเลยที่ 4 หรือจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 4 ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างอาคารกับจำเลยที่ 1 โดยยอมให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ได้ทำขึ้นและสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้นำไปไว้ ณ สถานที่ทำงานจ้างตกเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 4 แล้ว ก็คงมีผลเฉพาะทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จะยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงงานจากจำเลยที่ 4 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์มิได้มอบหมายหาได้ไม่ทั้งสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ย่อมมีผลผูกพันก่อให้เกิดบุคคลสิทธิหรือสิทธิเหนือบุคคลเฉพาะจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญา ดังนั้น หากจำเลยที่ 4ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิบังคับตามสัญญาได้เฉพาะแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่จะให้มีผลกระทบกระทั่งแก่สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ห้ามและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ารื้อถอนเอาทรัพย์สินของโจทก์กลับคืนเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1ซึ่งกระทำไปโดยไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้กระทำเช่นนั้นได้ เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์หรือใช้ราคาและค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วย และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ด้วยทั้งนี้ ตามมาตรา 1167 ประกอบด้วยมาตรา 427

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการเดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอมเพล็กซ์(DIC) ซึ่งจะทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมทาวเวอร์ สูง 32 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4628 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์ จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 ของอาคาร บริษัทอัลไลด์ฯ ได้ว่าจ้างช่วงจำเลยที่ 4 ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นกรรมการโดยจำเลยที่ 1 ยินยอม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2538 จำเลยที่ 4 ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานระบบป้องกันดินพัง ขุดดิน สำหรับการก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินโดยโจทก์มีหน้าที่จัดหาวัสดุ เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำงานรับจ้างตามสัญญา ขอบเขตการทำงานคือ การตอกแผ่นเหล็กเข็มพืด (SHEETPILE)กันดินพังและเสาเหล็กชั่วคราวลงในดิน ค้ำยันแผ่นเหล็ก ขุดดิน ถมทราบก่อนถอนแผ่นเหล็ก การรื้อถอนค้ำยันและแผ่นเหล็กพร้อมทั้งขนย้ายออกจากหน่วยงาน ต่อจากนั้นโจทก์ก็เข้าดำเนินงานโดยได้จัดหาและนำวัสดุอุปกรณ์เข้าไปใช้ดำเนินงานในบริเวณสถานที่ก่อสร้างหลายรายการด้วยกันและได้รื้อถอนกลับคืนมาแล้วบางส่วน คงเหลือวัสดุอุปกรณ์อยู่ในโครงการก่อสร้าง คือ เหล็กบีมสำหรับค้ำยันและรองรับเครื่องจักรในระหว่างการทำงานขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร น้ำหนัก 320 ตันราคาตันละ 10,000 บาท เป็นเงิน 3,200,000 บาท แผ่นเหล็กปูพื้นขนาดกว้าง 1.50เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 6 แผ่น ราคาแผ่นละ 15,000 บาท เป็นเงิน 90,000 บาทแผ่นเหล็กสะพาน ขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 70 ชุด ราคาชุดละ26,000 บาท เป็นเงิน 1,820,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,110,000 บาท นอกจากนี้ยังมีวัสดุอุปกรณ์ที่โจทก์ได้เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 14 เมตร จำนวน 184 แผ่น น้ำหนักแผ่นละ 840 กิโลกรัม และแผ่นเหล็กเข็มพืดความยาว 16 เมตร จำนวน 273 แผ่น น้ำหนักแผ่นละ 960 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 14.50 บาท รวมเป็นราคาแผ่นเหล็กเข็มพืด 6,041,280 บาท ต้องชำระค่าเช่าวันละ 9,140 บาท รวมวัสดุอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในหน่วยงานก่อสร้างในความควบคุมดูแลของจำเลยทั้งห้าคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 11,151,280 บาท ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2538 จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 5 ได้แจ้งให้โจทก์ไปรื้อถอนแผ่นเหล็กเข็มพืดเสาเหล็กค้ำยันและวัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งหมดออกไปจากหน่วยงาน โจทก์ได้เข้าไปในหน่วยงานเพื่อรื้อถอนและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ แต่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจไม่ยอมให้โจทก์รื้อถอนอ้างว่างานของจำเลยที่ 4 ยังมีข้อบกพร่องต้องให้จำเลยที่ 4 แก้ไขงานให้สมบูรณ์เสียก่อน จนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน2538 จำเลยที่ 5 แจ้งต่อโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ตกลงกันได้แล้วให้โจทก์ไปรื้อถอน เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ได้เข้าไปในหน่วยงานเพื่อรื้อถอนและขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปและขู่ว่าจะดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาบุกรุก โดยอ้างว่าวัสดุอุปกรณ์ที่อยู่ในสถานที่ก่อสร้างทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แล้วตามสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สมคบกันทำสัญญาตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 4 โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งห้าให้ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เฉพาะส่วนทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์อาจนำออกให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 372,000 บาท ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2538 ถึงวันฟ้องขอคิด 15 เดือน เป็นเงิน 5,580,000 บาท ส่วนทรัพย์สินที่โจทก์เช่ามาจากบริษัทไทยยนต์แทรกเตอร์ จำกัด โจทก์ต้องคืนให้แก่ผู้ให้เช่าโดยชดใช้ราคาไปและรับโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของโจทก์ ทรัพย์สินส่วนนี้โจทก์อาจนำออกให้เช่าได้วันละ 9,140 บาท ขอคิดถึงวันฟ้อง 460 วัน เป็นเงิน 4,204,400 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินตามฟ้องคืนโจทก์ตามสภาพเดิมที่ใช้งานได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาทรัพย์สินและค่าเสียหายรวม 20,935,680 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 372,000 บาท และวันละ 9,140 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างตามฟ้อง เดิมจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทอัลไลด์ คอนสตรัคชั่น แอนด์ ดีเวลลอพเมนท์จำกัด ก่อสร้างพื้นฐานรากใต้ดินและพื้นชั้นที่ 1 โดยกำหนดให้งานแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ค่าจ้าง 26,000,000 บาท ต่อมาปรากฏว่าบริษัทอัลไลด์ฯดำเนินงานก่อสร้างล่าช้ามากไม่อาจเสร็จตามสัญญา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2546 · ทนอย Thanoy