คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 7121/2552
หลักกฎหมาย
พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่า เป็นไปได้ที่โจทก์ร่วมวาดแม่แบบก่อนการแกะแบบโดยลอกแบบส่วนใหญ่หรือทั้งหมดมาจากงานประติมากรรมนางรำคู่ชิ้นหนึ่งที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณปราสาทบายน จากนั้นจึงทำบล็อกและแกะแบบต่อไปตามลำดับ หรือไม่ก็อาจนำลายที่ลอกจากงานศิลปะที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งที่เป็นศิลปะไทยหรือศิลปะขอมซึ่งสามารถเขียนลอกลายกันได้อย่างง่ายดายมาเขียนลอกลงไปในส่วนที่เป็นรายละเอียดของงานประติมากรรมนางรำคู่ที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณสถานปราสาทบายนอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งหากลักษณะการสร้างงานของโจทก์ร่วมเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าการสร้างงานประติมากรรมนางรำคู่ของโจทก์ร่วมเป็นการสร้างงานที่มีความคิดริเริ่มด้วยตนเองหรือใช้ความวิริยะอุตสาหะที่เพียงพอแม้แต่เพียงขั้นเล็กน้อย แม้การทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามโบราณสถานจะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความวิริยะอุตสาหะในการทำซ้ำหรือดัดแปลง มิอาจถือเป็นความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานถึงขนาดจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามความหมายของกฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยจะได้ขายงานที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรำคู่ตามวัตถุพยานของโจทก์ร่วมหรือไม่ก็ตามการกระทำของจำเลยย่อมไม่อาจเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 70, 75 และ 76 ให้ "งานผนังดินเผานูนต่ำ ชุด นางรำคู่" ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางดวงฤดี อุบลแสน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6 วรรคหนึ่ง, 31 (1), 70 วรรคสอง, 75 และ 76 ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้งานหมาย วจ. 1 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ร่วมเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า งานประติมากรรมผนังดินเผานูนต่ำ ชุด นางรำคู่ ตามฟ้อง ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 ซึ่งตรงกับตามสำเนารูปถ่ายแผ่นที่ 7 คืองานรูป นั้น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ คดีนี้เมื่อจำเลยโต้แย้งว่างานประติมากรรม นางรำคู่ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานศิลปะขอมที่มีมานานแล้ว พบเห็นได้ตามเสาต่าง ๆ ของปราสาทบายน ตามปราสาทต่าง ๆ ในราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นพัน ๆ ต้น รัฐบาลของราชอาณาจักรกัมพูชาส่งเสริมให้ประชาชนเรียนและแกะสลักขาย มีชาวบ้านแกะสลักขายมากมาย ซื้อขายกันมานานกว่า 50 ถึง 60 ปี ตลอดทางตั้งแต่เมืองปอยเปตถึงเมืองเสียมเรียบ อันเป็นการโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โจทก์จึงไม่ได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ว่างานที่มีการฟ้องร้องในคดีนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดังกล่าว โจทก์ยังต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งจนปราศจากข้อสงสัยว่า งานประติมากรรมผนังดินเผานูนต่ำ ชุดนางรำคู่ ตามฟ้อง ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ แม้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความว่างานสร้างสรรค์ของโจทก์ร่วมเป็นงานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะงานสร้างสรรค์ที่จะได้ลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานที่ทำขึ้นใหม่อย่างงานที่จะพึงได้รับสิทธิบัตร แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์งานด้วยตนเองโดยไม่ได้เป็นการทำซ้ำหรือดัดแปลง ตามความหมายของการทำซ้ำหรือดัดแปลงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กล่าวคือ ไม่ได้ทำซ้ำโดยคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ เลียนแบบ ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์จากต้นฉบับหรือจากสำเนาในส่วนอันเป็นสาระสำคัญไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่ได้ดัดแปลงโดยการทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีลำพังเพียงโจทก์ร่วมมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ถึงการเริ่มสร้างงานดังกล่าวว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้คิดและสร้างสรรค์งานประติมากรรมพิพาทด้วยตนเอง โดยการออกแบบงานประติมากรรมให้มีรูปแบบ เอกลักษณ์ สัดส่วน รูปทรง ลวดลายใหม่ แตกต่างจากงานขอมโบราณรูปนางอัปสรหรืออัปสรา นำความเป็นพื้นบ้านของตนซึ่งเป็นงานดินเผาด่านเกวียนมาเป็นจุดเด่นสร้างงานขึ้นมาจากแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ทางด้านธุรกิจ โดยที่โจทก์ร่วมไม่เคยเห็นงานประติมากรรมที่ราชอาณาจักรกัมพูชามาก่อน งานดังกล่าวจึงมีรูปแบบที่สวยงามดัดแปลงลวดลายผสมผสานกับลายกนกบ้าง ลายไทยอื่น ๆ บ้าง เกิดเป็นงานขึ้นมาใหม่ ทำการวาดแบบและแกะแบบลงบนดินน้ำมัน ส่วนจำเลยมีจำเลยมาเบิกความปฏิเสธว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมดินเผานางรำคู่ ตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 เพราะทำซ้ำหรือลอกเลียนแบบมาจากงานประติมากรรมที่ปรากฏตามเสาบายนที่มีเป็นพัน ๆ ต้นตามปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา งานตามวัตถุพยานหมาย วจ. 1 ที่โจทก์ร่วมกล่าวหาว่าจำเลยเสนอขายโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของงานตามวัตถุพยานหมาย วจร. 2 นั้น จำเลยซื้อมาจากราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งแต่ปี 2542 เพื่อประดับร้าน ไม่ได้มีไว้ขาย โดยมีเพียงชิ้นเดียวและแขวนไว้อยู่ที่กึ่งกลางฝาผนังของร้านด้านบนสุด ไม่สามารถหยิบถึงได้ง่าย นอกจากนี้จำเลยยังมีรูปถ่ายและสำเนารูปถ่ายของงานประติมากรรมนางรำคู่ตามเสาต่าง ๆ ของโบราณสถานปราสาทบายนรวม 16 รูป สำเนาหนังสือนครวัดตามหา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง