คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 7136/2554
หลักกฎหมาย
ในการขอแก้ไขคำฟ้องนั้น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเอาไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย โดยได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม หลังจากมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทำนองว่าโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยแล้วพบว่าจำเลยมีที่ดิน 4 แปลง ติดจำนองสถาบันการเงินอยู่ หากมีการยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดก็ยังไม่สามารถใช้หนี้ให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิง โดยยังมีหนี้ค้างชำระเกินกว่า 1,000,000 บาท เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์ครบเงื่อนไขในการฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายแล้ว การที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเฉพาะเพียงส่วนที่เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่ว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้นั้น เป็นเพียงการขอแก้ไขรายละเอียดอันเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการชอบแล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 13 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งรับฟ้องคดีล้มละลายไว้แล้วให้กำหนดวันนั่งพิจารณาเป็นการด่วน และให้ออกหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังลูกหนี้ให้ทราบก่อนวันนั่งพิจารณาไม่น้อยกว่า 7 วัน" การที่กฎหมายได้บัญญัติเหตุดังกล่าวไว้ก็เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพิจารณาคดีล้มละลายที่จะให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วกว่าคดีแพ่งสามัญ จึงกำหนดให้ศาลนั่งพิจารณาเป็นการด่วนโดยไม่ได้กำหนดวันยื่นคำให้การเหมือนอย่างคดีแพ่งสามัญ ฉะนั้นจำเลยจะยื่นคำให้การหรือไม่ก็ได้ หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การ จำเลยก็มีโอกาสยื่นได้ก่อนวันนั่งพิจารณา การที่จำเลยยื่นคำให้การภายหลังที่มีการเสร็จการพิจารณาแล้ว จึงเป็นการมิชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยยื่นคำให้การลงวันที่ 14 กันยายน 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คดีนี้มีการนัดพิจารณาและสืบพยานเสร็จตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีการเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งเนื่องจากจำเลยขอระยะเวลาในการประนอมหนี้เรื่อยมา การที่จำเลยยื่นคำให้การในคดีนี้เป็นการประวิงคดี จึงไม่อนุญาต ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดทุ่งสง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1433/2540 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,017,708.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,103.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยจะชำระหนี้จำนวน 450,000 บาท ภายในเดือนมิถุนายน 2541 และส่วนที่เหลือจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้จำเลยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2542 และจำเลยตกลงชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความจำนวน 1,000 บาท ภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด รวมทั้งบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยไปชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วนตามบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์อีก คำนวณถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 3,797,110.03 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์จะต้องดำเนินการบังคับคดีภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ดังนั้นนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2550 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ทั้งการนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายนั้นมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการบังคับคดี ซึ่งโจทก์ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี แต่อย่างใด เห็นว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 โดยกำหนดให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 และในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 กำหนดว่าหากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เช่นนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อ 2 ย่อมถือได้ว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมทั้งหมด ซึ่งการนับระยะเวลาในการบังคับคดีจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2541 การที่โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์ยังมีสิทธิบังคับคดีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แม้ว่าการฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวจะมิได้ทำให้ระยะเวลาในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เปลี่ยนแปลงไป แต่การพิจารณาเรื่องระยะเวลาบังคับคดีนั้นเป็นเรื่องที่จะพิจารณาว่าในคดีแพ่งที่ศาลพิพากษาตามยอมนั้นโจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปอีกหรือไม่ ส่วนในคดีนี้เมื่อโจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยภายในกำหนดระยะเวลาที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แล้ว แม้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายของศาลจะเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิบังคับคดีแพ่ง โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายบัญญัติไว้ต่อไปได้ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการที่สองมีว่า การขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการขอแก้ไขคำฟ้องนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเอาไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง