คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 7146/2552
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยยังคงติดตามให้ จ. กลับไปอยู่กับจำเลยและบุตรเมื่อจำเลยไปพบเห็น จ. กับผู้เสียหายอยู่กันตามลำพังในห้องน้ำในคืนเกิดเหตุ นับได้ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายได้กระทำการอันเป็นการข่มเหงในทางจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและจำเลยย่อมเกิดอารมณ์หึงหวงในฐานะที่ตนเองเป็นสามีของ จ. อยู่และบันดาลโทสะขึ้นในขณะนั้นจึงได้ใช้มีดแทงผู้เสียหาย ซึ่งแม้จำเลยแทงผู้เสียหายครั้งแรกในห้องน้ำ และแทงผู้เสียหายครั้งต่อๆ มาที่ประตูหน้าบ้าน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องติดพันกันอยู่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลอาญา มาตรา 72 จ. ยังเป็นภริยาจำเลย แต่การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อตามหา จ. โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์กันในทางใด ทั้งจำเลยก็ไม่เคยพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหาย จำเลยย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยพลการ จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก จำเลยมิได้มีเจตนาแต่แรกที่จะเข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งมิได้วางแผนเตรียมมีดของกลางเพื่อที่จะไปแทงผู้เสียหายมาก่อนเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วจำเลยไปพบว่าผู้เสียหายอยู่ในห้องน้ำกับ จ. เพียงสองต่อสอง จึงหยิบมีดที่พบวางอยู่ไปแทงผู้เสียหาย การบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายกับการแทงผู้เสียหายจึงเป็นเจตนาที่มิได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เกิดขึ้นเป็นสองครั้งแยกจากกันได้ จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน โดยเป็นความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืนกรรมหนึ่งและพยายามฆ่าอีกกรรมหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยการตระเตรียมมีดปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายอุทัยผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร แล้วใช้อาวุธมีดดังกล่าวแทงผู้เสียหายหลายครั้ง คมมีดถูกที่บริเวณแก้มซ้าย ไหล่ทั้งสองข้างหน้าอก และทะลุเข้าในท้องด้านซ้าย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เพราะแพทย์รักษาผู้เสียหายได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ต้องทุพพลภาพและป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 289, 364, 365 และริบของกลาง จำเลยให้การว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 289 (4), 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 50 (ที่ถูกมาตรา 53) คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยเข้าไปในบ้านของนายอุทัยผู้เสียหายแล้วใช้มีดของกลางเป็นอาวุธแทงผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลหลายแห่งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยวางแผนเตรียมมีดปลายแหลมที่มีขนาดใหญ่และยาวพอที่จะแทงผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายได้มาก่อนเกิดเหตุ และมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเพราะผู้เสียหายเป็นชู้กับนางจันทร์เพ็ญภริยาจำเลยหรือไม่ โดยสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อน เห็นว่า ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 นั้น ข้อเท็จจริงจะต้องได้ความว่า ก่อนกระทำความผิด ผู้กระทำต้องมีการคิดวางแผน และไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด ไม่ใช่กระทำไปโดยเหตุปัจจุบันทันด่วน และการไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นเหตุเกี่ยวกับเจตนาส่วนตัวของผู้กระทำผิด ซึ่งต้องดูการกระทำเป็นสำคัญเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา โจทก์มีนางจันทร์เพ็ญและผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่นางจันทร์เพ็ญกำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำใต้ถุนบ้านที่เกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายกำลังจะอาบน้ำในห้องน้ำ ประตูห้องน้ำเปิดอยู่จำเลยเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถือมีดอยู่ในมือขวาร้องเรียก "ไอ้จร" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของผู้เสียหาย นางจันทร์เพ็ญลุกขึ้นขวางจำเลย จำเลยใช้มีดจ้วงแทงผู้เสียหายข้ามไหล่นางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญวิ่งหนีไปที่ใต้ถุนบ้านห่างจากห้องน้ำประมาณ 3 เมตร จากนั้นจำเลยวิ่งออกมาจากห้องน้ำ ผู้เสียหายวิ่งไล่ตามในมือถือแบตเตอรี่ไปด้วยและไปทันกันที่ประตูหน้าบ้าน ผู้เสียหายใช้แบตเตอรี่ตีที่ศีรษะจำเลยแล้วตัวเองล้มลงนอนหงาย จำเลยขึ้นคร่อมตัวผู้เสียหายพร้อมกับใช้มีดจ้วงแทงผู้เสียหายที่ท้องอีกหลายครั้งครั้งสุดท้ายด้ามมีดหลุดจากใบมีด ส่วนใบมีดเสียบอยู่ที่ท้องด้านซ้ายของผู้เสียหาย นางจันทร์เพ็ญร้องให้คนช่วย จำเลยลุกขึ้นวิ่งหนีไป และนางจันทร์เพ็ญเบิกความว่า นางจันทร์เพ็ญเคยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยมานาน 16 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน แต่ต่อมาจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ไม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว นางจันทร์เพ็ญขอหย่ากับจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมหย่า นางจันทร์เพ็ญจึงหนีออกจากบ้านไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนางจันทร์เพ็ญที่บ้านผู้เสียหายมาก่อนเนื่องจากหึงหวงนางจันทร์เพ็ญ และผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยไม่เลี้ยงดูนางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญจึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยยังไม่ได้หย่ากับนางจันทร์เพ็ญ เหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเพราะจำเลยหึงหวงนางจันทร์เพ็ญ ซึ่งจากคำเบิกความของนางจันทร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง