ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542

ฎีกาที่ 7159/2542

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยโดยได้กำหนดนัดไว้ก่อนวันนัดถึง 2 เดือนเศษและคดีนี้จำเลยได้ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้วจนกระทั่งศาลชั้นต้นต้องกำชับจำเลยว่าจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ดังนี้ การที่ทนายจำเลยจะขอเลื่อนคดีไปอีก จึงต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจก้าวล่วงได้ เมื่อตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่า การขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญยิ่งไปกว่ากำหนดที่ได้นัดกับศาลชั้นต้นและคู่ความอีกฝ่าย การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว คดีก่อนคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีสิทธิขอรับเงินประกันการเช่า 5,000,000 บาท ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ประเด็นในคดีก่อนจึงมีว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเงินประกันการเช่า 5,000,000 บาท คืนจากโจทก์หรือไม่ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิขอให้นำเงินประกันการเช่า 5,000,000 บาทมาหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ประเด็นจึงต่างกัน ไม่อาจนำผลของคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนมาผูกพันจำเลยในคดีนี้ได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า ลูกหนี้จึงมีสิทธิริบเงินประกันการเช่าได้ เงินประกันการเช่าดังกล่าวแม้ในสัญญาเช่าจะไม่เรียกเบี้ยปรับ แต่ข้อที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ให้ลูกหนี้อาจใช้สิทธิริบเอาได้นั้นมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับเงินประกันการเช่าดังกล่าวจึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากสถานที่เช่า และส่งมอบกิจการโรงงานแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 16 ธันวาคม 2536)ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 224,794.52 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2536 เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน (ที่ถูกรวมค่าเสียหายและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน) 12,647,996.58 บาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากสถานที่เช่า จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และไม่มีสิทธิให้จำเลยส่งมอบกิจการโรงงานให้โจทก์ โจทก์มิได้ขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินที่เช่า จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยซ้ำซ้อน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบกิจการโรงงานแก่โจทก์ในสภาพเดิม ให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 16 ธันวาคม 2536) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 224,794.52 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 11,750,000 บาท และชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มิถุนายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากสถานที่เช่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานจำเลยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยเพิ่งได้รับแจ้งว่ามีผู้พบเห็นรถยนต์คันที่ถูกคนร้ายลักไป และทนายจำเลยกำลังติดตามอยู่นั้น อยู่ที่จังหวัดสระแก้วทนายจำเลยจึงต้องเร่งรีบไปติดตามรถยนต์คันดังกล่าว หากชักช้าอาจไม่ทันการรถยนต์คันดังกล่าวอาจสูญหายได้ ทนายจำเลยจึงไม่อาจมาศาลได้ ตามคำร้อง ดังกล่าวไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่ถูกลักไปนั้นเป็นของทนายจำเลย และไม่ปรากฏว่าเหตุใดทนายจำเลยจะต้องติดตามรถยนต์ดังกล่าวไปเอง รถยนต์ดังกล่าวหายไปตั้งแต่เมื่อใด มีผู้พบเห็นเมื่อใด ในลักษณะใด และเมื่อพบเห็นแล้วเหตุใดจึงไม่แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่นั้นให้รีบจัดการจะได้ทันท่วงทีแทนที่จะให้ทนายจำเลยซึ่งอยู่ถึงกรุงเทพมหานครไปจัดการในวันดังกล่าวทนายจำเลยมีนัดสืบพยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นโดยได้กำหนดวันนัดไว้ตั้งแต่ วันที่ 25 กรกฎาคม 2539 ก่อนวันนัดถึง 2 เดือนเศษ ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าที่ต้องใช้เวลานานเช่นนี้ เพราะต้องหาวันที่ทนายจำเลย ทนายโจทก์และศาลชั้นต้นมีวันว่างตรงกันทั้งจำเลยก็ได้ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งแล้ว จนกระทั่งศาลชั้นต้นต้องกำชับจำเลยว่าจะไม่ให้เลื่อนคดีอีกดังนั้น การที่ทนายจำเลยจะขอเลื่อนคดีไปอีก จึงต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งและไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยดังกล่าวมาข้างต้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการขอเลื่อนคดีของทนายจำเลยเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและสำคัญยิ่งไปกว่ากำหนดที่ได้นัดกับศาลชั้นต้นและคู่ความอีกฝ่ายการที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิขอให้นำเงินประกันการเช่า 5,000,000 บาท มาหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาเช่ากิจการโรงงานทอผ้า พร้อมทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการและทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้มีกำหนด 5 ปี โดยลูกหนี้จะไปจดทะเบียนการเช่าให้ในเวลาต่อไปค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท หากผิดนัดชำระค่าเช่า 3 เดือน ติดต่อกันให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญาลูกหนี้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที และจำเลยได้มอบเงิน5,000,000 บาท ให้ลูกหนี้ไว้เพื่อประกันการเช่า หากจำเลยผิดสัญญาลูกหนี้มีสิทธิริบเงินดังกล่าวได้ ถ้าลูกหนี้ผิดสัญญาต้องคืนเงินดังกล่าวและต้องเสียค่าปรับเป็นเงินสองเท่าของเงินดังกล่าวแก่จำเลยตามสัญญาเช่าโรงงานเอกสารหมาย จ.6 หลังจากทำสัญญาเช่าแล้ว จำเลยได้ชำระค่าเช่าให้ลูกหนี้ตลอดมา ต่อมาบริษัทไดอานิค จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยจึงตกลงกับลูกหนี้ของดชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนเมษายน 2534 ไว้ก่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2542 · ทนอย Thanoy