ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 7159/2544

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เพียงแต่กล่าวอ้างในทำนองว่า ตามหลักฐานที่โจทก์จดทะเบียนไว้ต่อกรมทะเบียนการค้าตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารท้ายฟ้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดอื่นเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใด จึงไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้งไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้น โจทก์ฟ้องบังคับจำนองสำหรับทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 เท่านั้น และศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องการบังคับจำนองร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ต่อสู้ฟ้องโจทก์ในเรื่องการบังคับจำนองมาเพียงว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวบังคับจำนองโจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลบังคับจำนองโดยนำที่ดินตามฟ้องออกขายทอดตลาดได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องดังนี้ จึงเห็นได้ว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในอุทธรณ์ข้อนี้ทำนองว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้บางส่วน จึงถือว่าโจทก์ยอมสละเรื่องเวลาที่ได้กำหนดในเรื่องการบังคับจำนอง และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองสิ้นผลนั้นเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในข้อกฎหมายดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 43,350,862.66 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 26,429,352.07บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ร่วมชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 15,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับจากวันที่ 11 เมษายน 2540จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบถ้วน จำเลยที่ 1, 2 และ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 43,350,862.66 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของเงินต้น 26,429,352.07 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 มิถุนายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดภายในวงเงิน 15,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ดังกล่าวก็ให้บังคับจำนองเอาที่ดินโฉนดเลขที่ 45378, 45379,44669 และ 44670 ตำบลลำปลาทิว (แสนแสบ) อำเภอลาดกระบังกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ภายในวงเงิน 28,920,000 บาท หากได้เงินไม่พอแก่หนี้ก็ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสิทธิพร มหาสวัสดิ์ ฟ้องคดีนี้หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีนายสิทธิพร มหาสวัสดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ ฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเท่ากับว่านายสิทธิพรได้รับรองว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงโดยนายบัณฑูร ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการของโจทก์ได้ลงลายมือชื่อพร้อมกับประทับตราสำคัญของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจตามเงื่อนไขที่โจทก์จดทะเบียนไว้ตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย จ.1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายสิทธิพรฟ้องคดีนี้ เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาสืบตามข้ออ้างเพื่อหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสิทธิพรฟ้องคดีนี้จริงนายสิทธิพรจึงมีอำนาจแต่งตั้งนายธนพจน์ มุกดาสถิต เป็นทนายความฟ้องคดีนี้ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ขึ้นมาร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้มาในคำให้การจำเลยที่ 1 อีกประการหนึ่งว่าโจทก์มิได้มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และจำเลยทั้งสามได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ร่วมกันมาในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ธนาคารตัวแทนที่โจทก์อ้างถึงคือธนาคารอะไรในต่างประเทศ และธนาคารดังกล่าวเป็นตัวแทนของโจทก์ได้อย่างไรและมีหลักฐานใดที่แสดงว่าเป็นสาขาของโจทก์ อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากธนาคารในต่างประเทศได้อย่างไร จำเลยทั้งสามจึงเห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้มาในคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นอุทธรณ์ที่ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน เพราะตามคำให้การจำเลยที่ 1ดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่กล่าวอ้างในทำนองว่า ตามหลักฐานที่โจทก์จดทะเบียนไว้ต่อกรมทะเบียนการค้าตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารท้ายฟ้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสาขาหรือตัวแทนอยู่ต่างประเทศเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดอื่นเชื่อมโยงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในอุทธรณ์แต่อย่างใดจึงไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นคำให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์โดยชัดแจ้ง ไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทขึ้นได้ ดังจะเห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มิได้ยกปัญหา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7159/2544 · ทนอย Thanoy