ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 7166/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจาก ท. และได้ใส่ชื่อ ส. ไว้แทน เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ภายหลังจึงให้ใส่ชื่อ ต. ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามไว้แทน แต่ในตอนหลังกลับให้การว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยนั้น ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการครอบครองที่ดินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปในตัว คำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์จึงขัดแย้งกันเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสาม แต่เป็นของจำเลยที่ 1 คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสาม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามและส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 113,333.33 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19420 เลขที่ดิน 525 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสาวประไพ ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19420 เลขที่ดิน 525 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสาม ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยซื้อมาจากนายเทียบ และได้ใส่ชื่อนางสาวสมศรีไว้แทน เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนต่างด้าวอยู่ ภายหลังจึงให้ใส่ชื่อนางสาวเตือนใจซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสามไว้แทน แต่ในตอนหลังกลับให้การว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยนั้น ซึ่งหากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการครอบครองที่ดินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปในตัว คำให้การของจำเลยที่ 1 ในประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์จึงขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แต่คำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสาม ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองที่มิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับนายชินที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรที่เกิดจากนายชินกับนางสาวเตือนใจ ต่อมาเมื่อประมาณปี 2501 นายชินพาจำเลยที่ 1 เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย และอยู่ร่วมกับนางสาวเตือนใจที่บ้านเลขที่ 236 - 240 ถนนดำรงรักษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยที่ 1 กับนางสาวเตือนใจมักมีเรื่องทะเลาะกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องการแยกตัวออกไปพักอาศัยและประกอบอาชีพที่อื่น ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายสมศักดิ์และนางสาวประไพพยานจำเลยทั้งสองได้ความว่า ด้วยสาเหตุที่นางสาวเตือนใจกับจำเลยที่ 1 ทะเลาะกันบ่อย ในปี 2501 นายชินและจำเลยที่ 1 จึงได้ไปหาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้จำเลยที่ 1 แยกไปอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจค้าไม้ จากนั้นนายชินและจำเลยที่ 1 ก็ได้ปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาท เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยร่วมกันและประกอบธุรกิจค้าไม้แปรรูปโดยจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 2 ขึ้นเมื่อปี 2503 ตลอดมา จากพยานหลักฐานทั้งของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชินประกอบธุรกิจค้าไม้มาแต่เดิม ทั้งขณะที่อยู่กินกับนางสาวเตือนใจและแยกมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ก็ร่วมกันประกอบธุรกิจค้าไม้แปรรูปเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 73/1 บนที่ดินพิพาทโดยมีนายชินเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2503 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2523 หลังจากนั้นจึงมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง