คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 7246/2538
หลักกฎหมาย
การชำระหนี้ของจำเลยตามสัญญาตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษจำเลยหรือนายป. ไม่ได้ทำให้จำเลยเป็นอันหลุดพ้นจากการต้องชำระหนี้ของจำเลยที่จะต้องให้นายป.ได้รับสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้ตามสัญญาที่ทำไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา219วรรคหนึ่งก็ตามแต่จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตอบแทนจากนายป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา372วรรคหนึ่ง แม้สัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยนายป. จะทวงถามให้จำเลยโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้ให้นายป. ได้หลังจากวันที่31พฤษภาคม2535ก็ตามแต่เมื่อมีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ฯและรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้สัมปทานทำไม้สิ้นสุดลงก่อนถึงเวลาที่กำหนดไว้เป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นทำให้การชำระหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนเป็นอันพ้นวิสัยโดยจะโทษจำเลยหรือนายป. ไม่ได้จำเลยก็ไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ได้กำหนดไว้เดิมนั้นมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ต่อไป เมื่อนายป. ชำระเงิน8,000,000บาทอันเป็นการชำระหนี้ของนายป. ตามสัญญาให้จำเลยรับไปครบถ้วนแล้วนายป.จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวได้เมื่อนายป.ตายสิทธิดังกล่าวเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของนายป. จึงเป็นมรดกของนายป. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1600โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายป. จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ สัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้จะเป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ขัดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯมาตรา63ก็ต่อเมื่อบทบัญญัติดังกล่าวห้ามมิให้มีการโอนสัมปทานทำไม้แต่ปรากฏว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้ผู้รับสัมปทานโอนสิทธิตามสัมปทานให้แก่ผู้อื่นทั้งไม่มีบทบัญญัติอื่นในพระราชบัญญัติป่าไม้ฯบัญญัติห้ามเด็ดขาดเช่นนั้นด้วยสัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์ขัดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ฯอันจะทำให้สัญญานั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา113เดิม(มาตรา150ใหม่) นายป. ชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้เป็นสัญญาที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมายและเป็นการชำระหนี้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เงินที่จำเลยได้รับจึงไม่เป็นลาภมิควรได้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา406วรรคหนึ่งการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความเรื่องลาภมิควรได้ตามมาตรา406ดังกล่าวที่จะต้องฟ้องเรียกร้องภายใน1ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา419
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 113 เดิมป.พ.พ. 150 ใหม่ป.พ.พ. 219ป.พ.พ. 372ป.พ.พ. 406ป.พ.พ. 419ป.พ.พ. 1600พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 63
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้จัดการมรดกของนายประยุทธ ผาทอง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม2517 บริษัทแพร่ทำไม้ จำกัด ได้รับสัมปทานทำไม้มีกำหนด 30 ปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2517 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ซึ่งบริษัทแพร่ทำไม้ จำกัด ได้ทำสัญญาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2516ยินยอมให้จำเลยมีสิทธิเป็นลูกช่วงทำไม้ในป่าสัมปทานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2531 จำเลยโดยความยินยอมของบริษัทแพร่ทำไม้ จำกัด ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้ตามสิทธิของจำเลยให้แก่นายประยุทธ ผาทอง สำหรับระยะเวลาที่เหลืออีก 12 ปี นับจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2535จนสิ้นสุดระยะเวลาตามสัมปทานข้างต้น โดยนายประยุทธตกลงชำระค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 8,000,000 บาท จำเลยได้รับเงินจำนวน 8,000,000 บาท ดังกล่าวไปครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 19กรกฎาคม 2531 ต่อมาในปี 2532 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นายประยุทธยังไม่ได้เริ่มเข้าทำไม้ตามที่ระบุในสัญญาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484พ.ศ. 2532 ให้อำนาจรัฐบาลยกเลิกสัมปทานทำไม้ต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นผลทำให้นายประยุทธเสียสิทธิตามสัญญาเพราะไม่สามารถเข้าทำไม้ในฐานะผู้รับช่วงตามสัญญาได้ จึงถือได้ว่านายประยุทธได้เสียสิทธิตามสัญญาโดยเกิดจากทางราชการ จำเลยจึงต้องชดใช้หรือคืนเงินทั้งหมดที่จำเลยได้รับไปจากนายประยุทธ ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นายประยุทธได้แจ้งให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแล้วหลายครั้ง แต่จำเลยผัดผ่อน ต่อมาโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประยุทธและได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าว แต่จำเลยก็เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้หรือคืนเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ในนามของกองมรดกนายประยุทธ ผาทอง จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์จำเลยไม่มีความรับผิดใด ๆ ต่อนายประยุทธ ผาทอง และโจทก์สัญญาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2516 เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11, 56, 63 และข้อ 33(2)ในสัมปทานฉบับที่ 27/2517 ตกเป็นโมฆะเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้สัญญาโอนสิทธิการเป็นลูกช่วงทำไม้ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน2531 ซึ่งเป็นสัญญาที่กระทำต่อเนื่องจากสัญญาฉบับลงวันที่ 17ตุลาคม 2516 ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะไปด้วย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย สิทธิเรียกร้องที่จำเลยนำมาเป็นมูลฟ้องไม่เป็นมรดกของนายประยุทธ การที่นายประยุทธชำระหนี้ต่างตอบแทนจำนวน8,000,000 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญาฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2531เป็นการชำระหนี้อันเกิดจากสัญญาที่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง ตกเป็นลาภมิควรได้แก่จำเลยตั้งแต่วันทำสัญญา นายประยุทธทราบถึงสิทธิเรียกคืนตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2531 นายประยุทธมิได้ใช้สิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจำเลย จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ทั้งการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ก่อนหมดอายุสัมปทานอันเป็นเงื่อนเวลาบังคับเป็นการชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลานั้นและเป็นหนี้เกิดจากสัญญาฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ที่ชำระไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 408 และมาตรา 411 ด้วยคดีของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายและขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน1 ปี นับแต่วันที่นายประยุทธได้รู้ถึงสิทธิของตนที่จะเรียกคืนเงินตามฟ้องจากจำเลย และนับตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2532 ซึ่งเป็นวันประกาศพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 พ.ศ. 2532 ในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่นายประยุทธถึงแก่ความตายในวันที่ 27 มีนาคม 2534 เป็นเวลาล่วงเลย 1 ปี จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัทแพร่ทำไม้ จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า ข้อผูกพันระหว่างจำเลยและจำเลยร่วมหาใช่เป็นเรื่องตัวการตัวแทนไม่ ความผูกพันระหว่างโจทก์และจำเลยก็เป็นไปตามหลักของสัญญาต่างตอบแทนซึ่งถือได้ว่าจำเลยอาศัยสิทธิของตนตามสัญญาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2516โอนสิทธิแก่โจทก์ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2531 ไม่เกี่ยวพันหรือเป็นสิทธิของจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่มีหน้าที่หรือพันธะใด ๆ ที่ต้องรับผิดหรือถูกไล่เบี้ยแทนตามสัญญาดังกล่าวสัญญาฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2516 และฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน2531 มิใช่สัญญาหรือนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย พระราชบัญญัติป่าไม้ก็ไม่ได้มีการห้ามโอนสัมปทานหรือใบอนุญาตทำไม้ต่าง ๆ ทั้งยินยอมให้มีการโอนใบอนุญาตกันได้ด้วยตามมาตรา 56 ส่วนข้อ 33 ของสัมปทานฉบับที่ 27/2517นั้นแม้จะมีเงื่อนไขกำหนดลักษณะเป็นข้อสงวนสิทธิการทำตามสัญญาไว้ก็เป็นเพียงข้อผูก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง