คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 7264/2542
หลักกฎหมาย
ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของผู้เสียหายเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงินและเป็นธุรกิจใหญ่ย่อมจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ และใช้ผู้ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้ความสามารถ มิเช่นนั้นคงจะเกิดความผิดพลาดเป็นความเสียหายร้ายแรงสุดจะประมาณได้ ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้เชื่อถือในเทคโนโลยีเกี่ยวด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ฟังได้ว่าข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายบันทึกไว้และเรียกออกมาได้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง การที่ไม่มีรายการถอนเงินในสมุดคู่ฝาก แต่กลับมีรายการถอนที่ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นในทางตรงกันข้ามกับข้อกล่าวอ้างของจำเลยว่ารายการ 2 แห่งแตกต่างกันเนื่องจากการทุจริต เนื่องจากมีการลักลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จ โดยไม่มีการถอนเงินจริง การลักลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จดังกล่าวนี้ย่อมไม่มีผู้ใดทำเล่นเป็นการสนุก เชื่อได้ว่าผู้กระทำเช่นนี้ กระทำเพื่อเอาเงินของผู้เสียหายโดยทำรายการถอนพรางไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงิน 1,100,000 บาท ของผู้เสียหายหายไปจริง จำเลยเป็นพนักงานเก่าซึ่งทราบระเบียบการทำงานเป็นอย่างดี จำเลยย่อมทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำช่องรับจ่ายเงินที่ตนเองนั่ง คือหัวใจในการปฏิบัติงาน เป็นเครื่องที่พึงใช้เฉพาะตัวในวันนั้น ๆ ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นร่วมใช้ ไม่มีเหตุผลให้ควรเชื่อว่าจำเลยเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ขณะจำเลยพักรับประทานอาหาร จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างว่าระหว่างพักรับประทานอาหาร จำเลยไม่ได้ปิดกุญแจลิ้นชักเก็บเงินซึ่งมีเงินเรือนล้านเก็บอยู่ แต่หากจำเลยเปิดกุญแจลิ้นชักเก็บเงินทิ้งไว้ เมื่อผู้ทุจริตจะกระทำการก็จะลักเอาเงินในลิ้นชักเก็บเงินของจำเลยไป โดยไม่ต้องทำรายการลวงใด ๆ ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือหากจำเลยเปิดกุญแจลิ้นชักเก็บเงิน ผู้อื่นเอาเงินในลิ้นชักเก็บเงินของจำเลยไปไม่ได้ ก็ไม่เห็นประโยชน์ที่ผู้ใดจะมาแอบทำรายการดังกล่าวในเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลย เพราะจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ตน การที่จะกระทำให้เกิดผล จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ คือลงรายการถอนเงินอันเป็นเท็จและเอาเงินที่อ้างเท็จว่ามีลูกค้ามาถอนนั้นไป คนที่มีความสามารถที่จะกระทำได้เช่นนี้ก็คือจำเลย ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์และเป็นผู้รับผิดชอบในตัวเงิน ทั้งยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่สนับสนุนความเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด คือการที่จำเลยทำรายการยืมเงินไว้ล่วงหน้า 2 รายการ เป็นความฉลาดของจำเลยในการเตรียมการด้วยเมื่อถึงเวลายืมเงินจริง เงินสดในมือคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวอาจมีไม่พอ ข้อเท็จจริงตามพยานโจทก์มีเหตุผลให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินของผู้เสียหายไป จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย มีหน้าที่รับจ่ายเงินสดแทนผู้เสียหายจึงมีอำนาจยึดถือเงินสดของผู้เสียหายไว้เพียงชั่วระยะเวลาทำการ ผู้เสียหายหาได้ส่งมอบเงินสดให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยไม่ เมื่อจำเลยเอาเงินสดนั้นไปเป็นของตนโดยไม่มีสิทธิอันเป็นการทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) และให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(11) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,100,000 บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยพิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ประจำอยู่ที่สาขาสำเพ็ง แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์กรุงเทพมหานคร โดยทำหน้าที่รับและจ่ายเงินที่ลูกค้ามาฝากและถอน ซึ่งผู้เสียหายเรียกตำแหน่งนี้ว่า พนักงานรับจ่ายเงิน สาขาสำเพ็งของผู้เสียหายมีช่องสำหรับลูกค้า มาฝากและถอนเงิน 12 ช่อง โดยพนักงานรับจ่ายเงินจะผลัดเปลี่ยนกันนั่งช่องละ 2 วันวันเกิดเหตุที่อ้างว่าเงินหาย คือวันที่ 30 มีนาคม 2538 จำเลยนั่งที่ช่องหมายเลข 3ช่องฝากถอนเงินแต่ละช่องมีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เป็นอุปกรณ์สำหรับพนักงานรับจ่ายเงินใช้ทำรายการฝากถอน ข้อมูลของลูกค้าจะถูกส่งไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลแม่ข่ายที่สำนักงานใหญ่ พนักงานรับจ่ายเงินมีเลขรหัสและบัตรประจำตัวสำหรับใช้ทำรายการฝากถอนและมีอำนาจรับจ่ายเงินเพียงภายในวงเงินที่ได้รับอำนาจหากมีการฝากถอนเกินอำนาจ จะต้องขออนุมัติจากผู้มีอำนาจสูงกว่า จำเลยใช้เลขรหัสประจำตัว 112067 และมีอำนาจทำรายการฝากถอนได้ครั้งละไม่เกิน 1,000,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งสมควรวินิจฉัยเป็นแต่ละขั้นตอน ประการแรกสมควรวินิจฉัยว่า ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายเชื่อถือได้เพียงใดในปัญหาข้อนี้โจทก์ไม่ได้นำวิศวกรหรือช่างผู้รับผิดชอบระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายมาสืบเป็นพยาน คงมีเพียงพนักงานซึ่งเป็นฝ่ายการเงิน เป็นพยานยืนยันถึงขั้นตอนการใช้และการอ่านข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ถึงกระนั้นก็ดี เมื่อคำนึงถึงว่าธุรกิจของผู้เสียหายเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน และเป็นธุรกิจใหญ่ ย่อมจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพ และใช้ผู้ควบคุมดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้ความสามารถ มิเช่นนั้นคงจะเกิดความผิดพลาดเป็นความเสียหายร้ายแรงสุดจะประมาณได้ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้เชื่อถือในเทคโนโลยีเกี่ยวด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายฟังได้ว่าข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายบันทึกไว้และเรียกออกมาได้ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สมควรวินิจฉัยเป็นประการต่อไปว่า เงินของผู้เสียหายหายไปจริงหรือไม่ในปัญหาข้อนี้โจทก์มีนางภาวนา หงษ์ประภัศร์ ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสำเพ็งของผู้เสียหายนางยุพดี มณีสาร เจ้าหน้าที่อำนวยบริการอาวุโส สาขาสำเพ็งของผู้เสียหาย เป็นพยานยืนยันว่า วันที่ 7 เมษายน 2538 ได้ทราบว่า เงินฝากในบัญชีของลูกค้า เลขบัญชี 112-2-13533-6 ขาดหายไป 1,100,000 บาท พยานทั้ง 2 ปากเป็นพนักงานอาวุโสของผู้เสียหาย ไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่า จะแสร้งสร้างเรื่องขึ้นให้เสียหายแก่หน่วยงานที่ตนสังกัด เชื่อได้ว่า เมื่อพนักงานรับจ่ายเงินคนที่เจ้าของบัญชีมาติดต่อเพื่อขอลงรายการรับดอกเบี้ย ตรวจพบความแตกต่างของรายการในสมุดคู่ฝากและในข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกมาได้ ก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงความผิดปกติ กระทั่งทราบถึงพยาน และนำไปสู่การค้นหาต้นเหตุที่มาที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่าในสมุดคู่ฝากไม่มีรายการถอนเงิน 1,100,000 บาท เป็นทำนองต่อสู้ว่าไม่มีการทุจริตนั้น เห็นว่า การที่ไม่มีรายการถอนเงินในสมุดคู่ฝาก แต่กลับมีรายการถอนที่ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นในทางตรงข้ามกับข้อกล่าวอ้างของจำเลยว่า รายการ 2 แห่งแตกต่างกันเนื่องจากการทุจริต เนื่องจากมีการลักลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จโดยไม่มีการถอนเงินจริง รายการถอนเงินจึงไม่ปรากฏในสมุดคู่ฝาก เมื่อตรวจในสมุดคู่ฝากสำเนาสมุดเอกสารหมาย จ.7 หรือสมุดตัวจริงเอกสารหมาย ล.4 หน้า 5 พบว่ามีรายการฝากเงิน 1,100,000 บาท เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2538 โดยยอดเงินคงเหลือ ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากรายการเหนือขึ้นไป ซึ่งบันทึกเมื่อวันที่ 7มีนาคม 2538 แสดงว่าในระหว่าง 2 วันนั้นมีรายการถอนเงิน 1,100,000 บาท ที่ไม่ได้บันทึกในสมุด ครั้นทางธนาคารลงรายการฝากเงิน 1,100,000 บาท กลับคืนให้เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2538 ยอดคงเหลือจึงคงเดิม การลักลอบทำรายการถอนเงินอันเป็นเท็จดังกล่าวนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดทำเล่นเป็นการสนุก เชื่อได้ว่าผู้กระทำเช่นนี้กระทำเพื่อเอาเงินของผู้เสียหาย โดยทำรายการถอนพรางไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงิน 1,100,000บาท ของผู้เสียหายหายไปจริง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยเอาเงินจำนวนที่หายของผู้เสียหายไปหรือไม่โจทก์มีพยานเอกสารหมาย จ.1 ประกอบพยานบุคคลยืนยันว่า รายการถอนเงิน1,100,00
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง