คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 7275/2560
หลักกฎหมาย
แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง แต่หากในเขตปฏิรูปที่ดินมีที่ดินของเจ้าของที่ดินผู้มีสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ก่อนแล้ว รัฐจะนำที่ดินนั้นมาจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรก็ได้ แต่โดยวิธีที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิ ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4, 28, 29, 32, 34, และ 35 ดังนั้นลำพังแต่เพียงที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหาทำให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยชอบด้วยกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมไม่สามารถนำที่ดินที่มีเอกสารสิทธิมาจัดสรรเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาทตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 55พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 4พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 28พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 29พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 32พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 34พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 35พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 36 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารหยุดบุกรุกและออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้ต้นยางพาราที่จำเลยปลูกตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ปีละ 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 6276 และโฉนดเลขที่ 8290 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6276 และโฉนดเลขที่ 8290 ตามแนวเขตเส้นสีชมพูในแผนที่พิพาท ให้ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 45,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 6276 และเลขที่ 8290 เฉพาะส่วนที่ดินพิพาทในกรอบเส้นสีชมพูตามแผนที่พิพาท ให้ยกฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8290 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6276 ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 8290 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ 69 ตารางวา อยู่ตอนบนของที่ดินโฉนดเลขที่ 6276 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ 1 งาน 21 ตารางวา ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 48.1 ตารางวา มีส่วนตอนบนอยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 8290 และส่วนตอนล่างอยู่ในเขตโฉนดที่ดินเลขที่ 6276 ตามแผนที่พิพาทพื้นที่สีชมพู คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 ก็ตาม แต่หากในเขตปฏิรูปที่ดินมีที่ดินของเจ้าของที่ดินผู้มีสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินอยู่ก่อนแล้ว รัฐจะนำที่ดินนั้นมาจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้ก็แต่โดยวิธีที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 4, 28, 29, 32, 34, และ 35 เช่นนี้ ลำพังแต่เพียงที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหาทำให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาไม่ คดีปรากฏว่าในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในคดีนี้ใช้บังคับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8290 และโฉนดเลขที่ 6267 ของโจทก์ซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดยังคงเป็นที่ดินที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 845 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 846 ซึ่งทางราชการออกให้ในปี 2517 ตามลำดับ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นโฉนดที่ดินตามความในมาตรา 58 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในปี 2541 ตามคำเบิกความของนายอาภรณ์ ช่างรังวัดสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครพนม พยานจำเลยที่ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ปรากฏว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินทั้งสองแปลงในคดีนี้ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่สามารถนำที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ เช่น น.ส. 3 ก. หรือโฉนดที่ดินมาจัดสรรเป็นที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ เว้นแต่เจ้าของที่ดินจะขายให้ ทั้งไม่ได้ความว่ามีการจัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาทตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดแล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยแย่งการครองครองหรือครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนโจทก์สิ้นสิทธิแล้วก่อนนำคดีมาฟ้องหรือไม่ โดยประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทมีนายบุญเติม เข้าทำกินมาตั้งแต่ปี 2508 ก่อนจะโอนขายให้ด้วยการส่งมอบการครอบครองให้จำเลยเข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง