คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 73/2536
หลักกฎหมาย
โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ แต่จำเลยแสดงกิริยาอาการพิรุธคือหลังเกิดเหตุ เมื่อจำเลยนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลแต่ไม่ยอมอยู่แจ้งรายละเอียดต่อแพทย์ จำเลยบอกผู้อื่นว่าผู้ตายยิงตัวตายบ้าง ถูกคนร้ายลอบยิงบ้าง ตอนเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตามตัวจำเลยเดินออกมาจากป่าหลังบ้านและแจ้งว่าไปถ่ายอุจจาระแต่ก็ไม่พบร่องรอย ชั้นสอบสวนจำเลยแจ้งว่านำอาวุธปืนไปทิ้งในถ้ำข้างบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจไปค้นก็พบอาวุธปืน และพบร่องรอยการต่อสู้ที่ลานดินหน้าบ้าน เสื้อของจำเลยมีรอยฉีกขาดคล้ายถูกฟันด้วยใบเลื่อย มีรอยจุดแดง ๆ ที่หลังของจำเลยตรงกับรอยฉีกขาดของเสื้อปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลางใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นของจำเลย จากลักษณะบาดแผลของผู้ตายกว้างประมาณ5-6 นิ้ว ไม่มีเขม่าดินปืนติดตัว ผู้ตายถูกยิงในระยะห่างไม่น้อยกว่า1 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะยิงตัวเอง พฤติการณ์และรูปคดีและพยานหลักฐานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีดังกล่าวประกอบกับคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลย จึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนยิงผู้ตาย คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้ตามมาตรา 78 แม้ศาลชั้นต้นไม่ลดโทษให้ ศาลฎีกามีอำนาจลดโทษให้ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 15 ปี กระทงหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคแรก จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่งซึ่งชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือนรวม 2 กระทงจำคุก 15 ปี 8 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุและสถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของจำเลยก่อนนายจ่อย จี่พิมาย ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ผู้ตายนั่งดื่มสุราที่บ้านของจำเลย ต่อมาผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงกระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอกขวา จำเลยได้นำผู้ตายขึ้นรถจักรยานยนต์ของนายดาว คงคา ซ้อนท้ายไปส่งที่โรงพยาบาลปากช่องนานาแพทย์หญิงรัตนาวลี ศิริปรุ ทำการตรวจผู้ตายแล้ว ปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนถึงโรงพยาบาล ต่อมาคืนนั้นเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของจำเลย จับกุมจำเลยได้ และกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดคดีนี้ การที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและกระสุนปืนถูกบริเวณหน้าอกขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายก่อนถึงโรงพยาบาล เช่นนี้ ถือว่าการกระทำของคนร้ายเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่...ได้ความจากพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ชัดว่าคืนเกิดเหตุบ้านจำเลยคงมีแต่จำเลย ผู้ตาย และนางจำนองภรรยาจำเลยกับบุตรเท่านั้น นอกจากนั้นไม่มีผู้ใดอีก และได้ความจากคำเบิกความของนางจำนองว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปซื้อสุรามาให้ผู้ตายกับจำเลยดื่มจึงน่าเชื่อว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยดื่มสุรากัน ส่วนนางจำนองน่าเชื่อว่าได้เข้านอนกับบุตรและตื่นขึ้นมาเมื่อจำเลยปลุกให้ไปตามนายดาวหลังเกิดเหตุแล้วดังนางจำนองเบิกความเห็นว่า การที่จำเลยแสดงกิริยาอาการหลายประการหลังเกิดเหตุเป็นต้นว่า จำเลยนำผู้ตายส่งโรงพยาบาลแล้วไม่ยอมอยู่แจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบก็ดี กลับมาแล้วจำเลยบอกนางจำนองว่าผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงตัวเองก็ดี จำเลยบอกนายดาวเมื่อกลับถึงบ้านว่าผู้ตายยิงตัวตาย แต่ระหว่างทางไปโรงพยาบาลบอกนายดาวว่าได้เปิดเพลงฟังขณะดื่มสุราและมีเสียงปืนดังโดยไม่รู้ว่าใครใช้อาวุธปืนยิงแล้วผู้ตายล้มลงก็ดี หรือจ่าสิบตำรวจประสิทธิชัยและร้อยตำรวจตรีวิชัย พนักงานสอบสวนไปหาจำเลยที่บ้าน จำเลยเดินออกมาจากป่าหลังบ้านโดยอ้างว่าไปถ่ายอุจจาระ แต่ก็ไม่พบร่องรอยการถ่ายอุจจาระก็ดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิรุธของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้วันรุ่งขึ้นซึ่งใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุจำเลยรับว่าอาวุธปืนเป็นของจำเลย ก็เลยนำไปทิ้งไว้ในถ้ำข้างบ้านจำเลย ซึ่งเมื่อร้อยตำรวจตรีวิชัยกับพวกไปค้น ก็ได้อาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางในถ้ำดังกล่าวประกอบกับจ่าสิบตำรวจประสิทธิชัย พบร่องรอยของการต่อสู้กันที่ลานดินหน้าบ้านจำเลยทั้งเสื้อที่จำเลยสวมวันเกิดเหตุมีร่องรอยฉีกขาดลักษณะคล้ายถูกฟันด้วยใบเลื่อยซึ่งพนักงานสอบสวนก็พบใบเลื่อยที่บ้านของจำเลยด้วยเมื่อนำใบเลื่อยมาทาบวัดกับรอยฉีกขาดที่เสื้อแล้ว ก็ปรากฏว่ารอยฉีกขาดซึ่งมีระยะห่างเท่า ๆ กัน ตรงกับระยะห่างเท่า ๆ กันของฟันเลื่อยแต่ละอัน และที่แผ่นหลังตัวจำเลยมีรอยเป็นจุดแดง ๆซึ่งตรงกับรอยฉีกขาดของเสื้อเช่นกัน ดังปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.6แผ่นที่ 4 รวม 2 ภาพ ยิ่งกว่านั้นลักษณะบาดแผลของผู้ตายแพทย์หญิงรัตนาวลีพยานโจทก์เบิกความว่า ผู้ตายถูกยิงในระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร และบาดแผลกว้างประมาณ 5-6 นิ้ว และไม่มีเขม่าดินปืนติดตัว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง เพราะหากเป็นการใช้อาวุธปืนยิงตัวเองบาดแผลของผู้ตายจะต้องมีรัศมีแคบและต้องพบเขม่าดินปืนติดที่ตัวผู้ตายบ้างเนื่องจากเป็นการจ่อยิงในระยะใกล้ และเมื่อพันตำรวจตรีจรูญงดงาม ผู้เชี่ยวชาญของศาลตรวจพิสูจน์ของกลางและทำรายงานการตรวจพิสูจน์ตามเอกสารหมาย จ.7 ไว้ ก็ปรากฏว่าปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนของกลางใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางซึ่งประกอบขึ้นเองไม่ปรากฏเครื่องหมายทะเบียน สำหรับอาวุธปืนของกลางนางจำนองเบิกความว่า คล้าย ๆ กับอาวุธปืนของจำเลยซึ่งวางไว้ที่หัวนอนเป็นประจำ เมื่อฟังประกอบกับที่ร้อยตำรวจตรีวิชัยเบิกความยืนยันว่า จำเลยรับว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของจำเลย จำเลยนำไปทิ้งไว้ในถ้ำข้างบ้าน จำเลยและนำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง