ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537

ฎีกาที่ 73/2537

หลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาทข้อ 2 ว่า มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 7 ที่ 8 ที่ 3 และที่ 9 ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ มีข้อต้องวินิจฉัยตามข้ออ้างข้อเถียงในคำฟ้องและคำให้การประการหนึ่งว่า โจทก์ทั้งสองยังเป็นกรรมการสหภาพแรงงานยาสูบหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยพยานหลักฐานต่าง ๆในสำนวนแล้วฟังว่า โจทก์ทั้งสองยังไม่พ้นจากตำแหน่งกรรมการสหภาพแรงงานยาสูบ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้ลงโทษโจทก์ทั้งสองไม่ชอบ เป็นเหตุให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่พิพาทกันได้ จึงเป็นการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทโดยตรงมิใช่วินิจฉัยนอกประเด็น พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 7 บัญญัติวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง วิธีการจดทะเบียน และวิธีการดำเนินกิจการสหภาพแรงงานไว้โดยเฉพาะแตกต่างจากการจัดตั้งบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสหภาพแรงงานผู้ใช้แรงงานยาสูบ แต่โจทก์ทั้งสองมิได้เป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน จึงไม่มีบัตรอนุญาตผ่านเข้าออกประจำตัวกรรมการบริการสหภาพแรงงานที่จะใช้แทนในผ่านได้การที่โจทก์ทั้งสองผ่านเข้าออกโรงงานยาสูบ 5 ในระหว่างที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงานโดยไม่มีใบผ่านเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้อำนวยการยาสูบที่ ท.140/2517 ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ เป็นความผิดวินัย คำสั่งของจำเลยที่ 7 และที่ 8 ที่ลงโทษโจทก์ทั้งสองจึงเป็นคำสั่งที่ชอบไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน จำเลยที่ 7 และที่ 8 ลงโทษให้โจทก์ทั้งสองทำทัณฑ์บนเป็นเวลา6 เดือน และจำเลยที่ 3 ให้โจทก์ทั้งสองงดทำงานล่วงเวลาเป็นเวลา1 ปี มิใช่เป็นการลงโทษภาคทัณฑ์ ตามบัญชีกำหนดอำนาจการลงโทษท้ายระเบียบว่าด้วยวินัยการร้องทุกข์และการเลิกจ้าง พ.ศ. 2515ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกจำกัดให้ใช้บังคับเฉพาะปีงบประมาณเดียวตามข้ออ้างของโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ทำงานล่วงเวลาและไม่ต้องคืนค่าจ้างสำหรับวันที่โจทก์ทั้งสองถูกลงโทษพักงานด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานรายชั่วโมง ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2534 จำเลยที่ 3 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์ทั้งสองในข้อหาเข้าออกโรงงานยาสูบ 5 โดยไม่มีใบผ่านระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2532ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2533 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้กระทำผิดวินัยเข้าออกโรงงานยาสูบ 5 โดยไม่มีใบผ่านเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อำนวยการยาสูบที่ ท*.140/2517ลงวันที่ 2 เมษายน 2517 ข้อ 2.3 มีความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ จำเลยที่ 7 และที่ 8 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ที่ 1และที่ 2 ตามลำดับ จึงมีคำสั่งลงโทษโจทก์ทั้งสอง โดยพักงาน 3 วันตั้งแต่วันที่ 26 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2534 และทำทัณฑ์บนเป็นเวลา6 เดือน โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3มีคำสั่งให้ลงโทษโจทก์ทั้งสอง คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6และคำสั่งลงโทษของจำเลยที่ 7 และที่ 8 กับที่ 3 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้นโจทก์ทั้งสองยังถูกงดทำงานล่วงเวลามีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2534 จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม2535 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 และที่ 9 คำสั่งของจำเลยที่ 3 และที่ 9 ขัดต่อระเบียบว่าด้วยวินัย การร้องทุกข์และการเลิกจ้างพ.ศ. 2515 ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยลงโทษของจำเลยที่ 7 และที่ 8และคำสั่งลงโทษของจำเลยที่ 3 และที่ 9 โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3คืนสิทธิประโยชน์ ที่โจทก์ทั้งสองพึงได้รับเสมือนไม่เคยถูกลงโทษและให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนค่าจ้างระหว่างวันที่ 26 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2534 จำนวน 1,369.68 บาท และ 1,333.44 บาทแก่โจทก์ทั้งสองตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายที่ห้ามโจทก์ทั้งสองทำงานล่วงเวลาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2534 จนถึงวันฟ้องคนละ 7,500 บาท และค่าเสียหายถัดจากเดือนที่ฟ้องถึงเดือนสิงหาคม2534 รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 165,500 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งเก้าให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2ได้ออกคำสั่งที่ ท.140/2517 ลงวันที่ 2 เมษายน 2517 กำหนดให้พนักงานยาสูบที่เข้าออกบริเวณโรงงานต้องมีใบผ่านและคำสั่งที่ท.53/2520 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2520 กำหนดให้พนักงานยาสูบที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานผ่านเข้าออกบริเวณโรงงานยาสูบโดยไม่ต้องใช้ใบผ่าน แต่ต้องใช้บัตรอนุญาตผ่านเข้าออกประจำตัวกรรมการสหภาพ ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม2532 และ วันที่ 6 ธันวาคม 2532 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2533โจทก์ทั้งสองเข้าออกบริเวณโรงงานยาสูบ 5 โดยไม่ได้ใช้ใบผ่านจำเลยที่ 2 จึงสั่งลงโทษทางวินัยโจทก์ทั้งสองให้พักงานคนละ 3 วันโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ฐานละทิ้งหน้าที่ ตามระเบียบโรงงานยาสูบว่าด้วยวินัย การร้องทุกข์และการเลิกจ้าง พ.ศ. 2515 และคำสั่งของจำเลยที่ 3 และที่ 9 ที่ห้ามพนักงานยาสูบที่ถูกลงโทษทางวินัยทำงานล่วงเวลาเป็นเวลา 1 ปี เป็นคำสั่งที่มีต่อลูกจ้างทั่วไป มิได้ใช้บังคับเฉพาะโจทก์ทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 2 เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เป็นกิจการที่ประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ไม่ใช้บังคับ มีผลทำให้คดีนี้ไม่ได้อยู่ในบังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์อีกต่อไป คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน โจทก์ทั้งสองไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ. 2534 มาตรา 18(2) และมาตรา 11(2) จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางเห็นว่า มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ จึงได้ส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลแรงงานกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมิได้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ ตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 เป็นการไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องแต่ประเด็นข้อ 2 ถึง ข้อ 4 ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการของสหภาพแรงงานยาสูบ สหภาพแรงงานยาสูบมีกรรมการ35 คน หลังจากท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2537 · ทนอย Thanoy