คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 73/2546
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ. ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดทับที่ดินพิพาท โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินและขับไล่จำเลย จำเลยให้การว่าเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่ คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า10 ปี และโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 178 ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ประมาณ4 ไร่ 3 งาน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2531 โจทก์ทราบว่าจำเลยได้ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของโจทก์ดังกล่าวทั้งแปลง โจทก์จึงไปคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินทำการเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26มิถุนายน 2534 ให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย ขอให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ฉบับที่ 16/94ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2529 ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าวกับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การว่าที่ดินที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดินนั้นตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่ 2 ไร่เศษและเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินของโจทก์ตามคำฟ้อง จำเลยได้สิทธิการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตามผลคำพิพากษาของศาลและจำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวตลอดมากว่า 10 ปี แล้ว แต่หากศาลฟังว่าที่ดินของจำเลยเป็นของโจทก์ จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาการครอบครองที่ดินของจำเลยต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 16/94 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2529 ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 178 ตำบลหาดเจ้าสำราญอำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลหาดเจ้าสำราญอำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นของนางผิว บุญทรัพย์ ปัจจุบันจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2529 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดและขึ้นรูปแผนที่ไว้เมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2530 ตามระวางแผนที่เอกสารหมาย จ.7 เป็นจำนวนเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 45ตารางวา ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากนางผิวตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาท แต่หากศาลรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาท จำเลยก็ได้แย่งการครอบครองและได้บอกกล่าวถึงเจตนาครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อโจทก์รวมระยะเวลากว่า 1 ปี ก่อนโจทก์ฟ้อง ดังนี้ คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยและขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาที่จำเลยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือครอบครอง ซึ่งเป็นการฎีกาว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเป็นการไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยให้การว่า ที่ดินเป็นของจำเลยมาแต่ต้นโดยครอบครองมากว่า 10 ปีและโดยผลคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1476/2533ดังนั้น กรณีจึงไม่เป็นการที่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองหรือไม่เช่นกันซึ่งศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดประเด็นทั้งสองข้อนี้ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 7ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยโดยเหตุที่เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความถึงที่มาของที่ดินพิพาทว่าเมื่อประมาณปี 2495 นายบุญยิ่งพิชัยนุช สามีโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางผิว ซึ่งขณะนั้นที่ดินดังกล่าวยังไม่มีหนังสือสำคัญ หลังจากสามีโจทก์ถึงแก่ความตายในปีเดียวกัน ต่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง