คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 7314/2537
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่1เป็นพนักงานของโจทก์โดยมีจำเลยที่2และที่3เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายของจำเลยที่1ขณะปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่1ปฏิบัติหน้าที่โดยลำพังมิได้รับอนุญาตหรือได้รับมอบหมายจากโจทก์อันเป็นความประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายอย่างร้ายแรงคิดเป็นเงินจำนวน349,494.55บาทจำเลยที่1จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจะชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์แต่จำเลยที่1ไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์จึงถือว่าฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับอีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา172วรรคสองแล้วหาเป็นคำฟ้องที่ขัดกันเองไม่ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่1เป็นทนายความว่าความให้โจทก์จึงถือว่าโจทก์เป็นตัวการและจำเลยที่1เป็นตัวแทนเมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่1รับผิดฐานะเป็นตัวแทนกระทำการโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ผู้เป็นตัวการเสียหายซึ่งมิได้มีบทบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะแล้วย่อมมีอายุความฟ้องร้องสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา164เดิม(มาตรา193/30ที่แก้ไขใหม่)หาใช่เป็นกรณีละเมิดที่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา420,448ไม่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายในสิบปีแล้วฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ได้ทำบันทึกวิธีปฏิบัติในการประนีประนอมยอมความทางศาลให้นิติกรหรือทนายความของโจทก์ทราบก่อนที่จำเลยที่1ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นนิติกรของโจทก์ว่าแม้ทนายความซึ่งได้แต่งตั้งโดยให้มีอำนาจให้ทำการประนีประนอมยอมความได้ก็ตามหากจะประนีประนอมยอมความแล้วให้ทนายความเสนอความเห็นพร้อมด้วยรายละเอียดในเรื่องที่จะประนีประนอมยอมความต่อผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนแล้วให้ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนเสนอขออนุมัติต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโจทก์ก่อนทุกครั้งซึ่งบันทึกวิธีปฏิบัติดังกล่าวได้เวียนไปให้หน่วยงานต่างๆในสังกัดโจทก์ทราบและได้รวบรวมไว้เป็นเล่มแต่ละปีสามารถตรวจสอบได้ง่ายและนิติกรทุกคนได้ทราบวิธีปฏิบัติดังกล่าวแล้วจึงต้องถือว่าจำเลยที่1ทราบและต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดทั้งก่อนวันที่จำเลยที่1ทำการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีดังกล่าวโจทก์ก็ได้ย้ำปรับความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการตกลงหรือประนีประนอมยอมความทางศาลให้ทนายความของโจทก์ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่1ให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดการที่จำเลยที่1ทำการประนีประนอมยอมความกับจำเลยในคดีดังกล่าวโดยมิได้เสนอความเห็นพร้อมด้วยรายละเอียดในเรื่องที่จะตกลงหรือประนีประนอมยอมความต่อ อ. ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเพื่อขออนุมัติต่อโจทก์ย่อมถือว่าจำเลยที่1มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของโจทก์เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการตกลงหรือประนีประนอมยอมความทางศาลอันเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจำเลยที่1จะอ้างเพียงว่าเมื่อในใบแต่งทนายความให้จำเลยที่1มีอำนาจประนีประนอมยอมความได้แล้วจำเลยที่1ย่อมมีอำนาจทำการตกลงหรือประนีประนอมยอมความตามที่จำเลยที่1เห็นสมควรโดยพลการหาได้ไม่เพราะในบันทึกวิธีปฏิบัติดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่าแม้มีการมอบอำนาจให้นิติกรหรือทนายความประนีประนอมยอมความก็ให้นิติกรหรือทนายความเสนอขออนุมัติต่อโจทก์ทุกครั้งไปการกระทำของจำเลยที่1จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเพราะทำให้โจทก์ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยที่จำเลยในคดีดังกล่าวต้องชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาการที่จำเลยที่1รู้ว่าจำเลยที่1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วจำเลยที่1จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ชำระเงินแก่โจทก์หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้โดยสมบูรณ์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่1รับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยที่1ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ดังนั้นเอกสารบันทึกวิธีปฏิบัติในการประนีประนอมยอมความทางศาลและหนังสือย้ำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการประนีประนอมยอมความทางศาลจึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นโดยตรงในคดีซึ่งโจทก์จะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นๆแก่จำเลยที่3ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา90แต่อย่างใดและโจทก์ได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นประกอบถามค้านจำเลยที่1ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่3ในเวลาที่จำเลยที่1เบิกความแล้วเอกสารดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานและการที่โจทก์นำสืบเอกสารดังกล่าวก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่1กระทำผิดหน้าที่โดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์เป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งถือว่าจำเลยที่1ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจำเลยที่1จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เช่นนี้เท่ากับเป็นการนำสืบว่าหนังสือรับสภาพหนี้มีมูลหนี้ที่จำเลยที่1ต้องรับผิดต่อโจทก์จริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีตามฟ้องโจทก์หาใช่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ เมื่อประเด็นสาระสำคัญแห่งคดีโดยตรงซึ่งภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยทั้งสามแล้วการที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบก่อนในประเด็นข้อนี้และเพื่อมิให้คดีล่าช้าจึงให้จำเลยทั้งสามนำสืบก่อนในทุกประเด็นข้ออื่นด้วยนั้นนับว่าชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 164 เดิมป.พ.พ. 193/30ป.พ.พ. 420ป.พ.พ. 448ป.พ.พ. 797ป.พ.พ. 812ป.วิ.พ. 84ป.วิ.พ. 87ป.วิ.พ. 90ป.วิ.พ. 142ป.วิ.พ. 172
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ฟ้อง ว่า โจทก์ เป็น นิติบุคคล จำเลย ที่ 1 เป็น พนักงานของ โจทก์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2519 และ ทำ หน้าที่ เป็น ทนายความ ใน คดี ของ โจทก์จำเลย ที่ 2 และ ที่ 3 เป็น ผู้ค้ำประกัน การ เข้า ทำงาน ของ จำเลย ที่ 1เมื่อ พ.ศ. 2512 โจทก์ ฟ้อง บริษัท เหมืองแร่ทวีทรัพย์ จำกัด กับพวก รวม 3 คน ขอให้ ชำระ ค่า กระแส ไฟฟ้า ฯลฯ และ ได้ ทำสัญญา ประนีประนอม ยอมความ โดย บริษัท เหมืองแร่ทวีทรัพย์ จำกัด กับพวก ยอม ชำระ เงิน จำนวน 477,280.75 บาท พร้อม ดอกเบี้ย ร้อยละเจ็ด ครึ่ง ต่อ ปี นับแต่ วันที่ 25 สิงหาคม 2512 จนกว่า จะ ชำระ เสร็จรวมทั้ง ค่าฤชาธรรมเนียม ที่ ศาล ไม่ สั่ง คืน กับ ค่า ทนายความ 500 บาทแก่ โจทก์ โดย ผ่อนชำระ ตาม คดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 130/2512ของ ศาลชั้นต้น ต่อมา บริษัท เหมืองแร่ทวีทรัพย์ จำกัด กับพวก ไม่ชำระ หนี้ ตาม สัญญา ประนีประนอม ยอมความ โจทก์ จึง บังคับคดี โดย มีจำเลย ที่ 1 เป็น ทนายความ เมื่อ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลย ที่ 1ได้ ตกลง กับ บริษัท เหมืองแร่ทวีทรัพย์ จำกัด กับพวก ว่า ให้ ชำระ เงิน ให้ โจทก์ เพียง 477,280.75 บาท พร้อม ค่าฤชาธรรมเนียม ที่ ศาล ไม่ สั่งคืน กับ ค่า ทนายความ อีก 500 บาท เมื่อ โจทก์ ได้รับ เงิน ครบถ้วน แล้วจะ ถอน การ ยึดทรัพย์ ทั้งหมด การ ที่ จำเลย ที่ 1 ตกลง ดังกล่าว เป็นการกระทำ ไป โดย ลำพัง มิได้ รับ อนุญาต จาก โจทก์ หรือ ได้รับ มอบอำนาจจาก โจทก์ ให้ ตกลง เช่นนั้น อันเป็น ความประมาท เลินเล่อ อย่างร้ายแรงใน การปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ โจทก์ เสียหาย ไม่ได้ รับ ดอกเบี้ย คิด เป็น เงิน349,494.55 บาท ซึ่ง จำเลย ที่ 2 และ ที่ 3 ต้อง ร่วม กับ จำเลย ที่ 1รับผิด ต่อ โจทก์ ด้วย ต่อมา จำเลย ที่ 1 ได้ ทำ หนังสือ รับสภาพหนี้ ว่าจะ ใช้ เงิน จำนวน 349,494.55 บาท ให้ โจทก์ โดย ปราศจาก เงื่อนไขวิธีการ ชำระ แล้วแต่ โจทก์ จะ กำหนด ซึ่ง ต่อมา โจทก์ ได้ บอกกล่าว ให้จำเลย ทั้ง สาม ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน ดังกล่าว แต่ จำเลย ทั้ง สาม เพิกเฉยขอให้ บังคับ จำเลย ทั้ง สาม ร่วมกัน ชำระ เงิน จำนวน 349,494.55 บาทพร้อม ดอกเบี้ย จำเลย ที่ 1 ให้การ ว่า จำเลย ที่ 1 ได้รับ แต่งตั้ง จาก โจทก์ให้ เป็น ทนายความ มีอำนาจ ประนีประนอม ยอมความ ได้ จำเลย ที่ 1 ได้ ตกลงไป ด้วย ความ บริสุทธิ์ใจ มิได้ ประมาท เลินเล่อ โจทก์ ไม่เสีย หายจึง ไม่มี อะไร ต้อง รับสภาพหนี้ จำเลย ที่ 1 ทำ หนังสือ ดังกล่าว ขึ้นโดย หลงผิด ใน กลอุบาย หลอกลวง ของ ผู้อื่น จึง ไม่มี ผล ผูกพัน จำเลย ที่ 1โจทก์ ฟ้องคดี นี้ เกินกว่า 1 ปี นับแต่ วันที่ จำเลย ที่ 1 ทำ หนังสือรับสภาพหนี้ ฟ้องโจทก์ จึง ขาดอายุความ ขอให้ ยกฟ้อง จำเลย ที่ 2 ให้การ และ แก้ไข คำให้การ ว่า การกระทำ ของ จำเลย ที่ 1ตาม ฟ้อง ได้รับ มอบอำนาจ จาก โจทก์ ตาม ใบแต่งทนายความ มิใช่ เป็น การประมาท เลินเล่อ ร้ายแรง จำเลย ที่ 2 จึง ไม่ต้อง รับผิด ต่อ โจทก์โจทก์ มี ส่วน ประมาท เลินเล่อ อย่างร้ายแรง มาก กว่า จำเลย ที่ 1 เพราะไม่ ดำเนินการ บังคับคดี ใน เวลา อันควร ความเสียหาย ที่ จำเลย ที่ 2ต้อง รับผิดชอบ ไม่เกิน 1,000 บาท ฟ้องโจทก์ ขาดอายุความ ขอให้ ยกฟ้อง จำเลย ที่ 3 ให้การ ว่า การ ที่ จำเลย ที่ 1 ตกลง กับ บริษัท เหมืองแร่ทวีทรัพย์ จำกัด กับพวก เป็น การกระทำ โดยชอบ ด้วย กฎหมาย ไม่ได้ กระทำ โดย ความประมาท เลินเล่อ หาก จำเลย ที่ 1 ทำให้ โจทก์ เสียหายก็ ถือว่า ความเสียหาย นั้น เกิดจาก โจทก์ เอง เพราะ โจทก์ ได้ มอบอำนาจใน ทาง จำหน่าย สิทธิ ของ โจทก์ ให้ แก่ จำเลย ที่ 1 แล้ว จำเลย ที่ 3ไม่ต้อง ร่วมรับผิด ต่อ โจทก์ หนังสือ รับสภาพหนี้ ไม่มี ผล ผูกพัน เพราะหนี้ มิได้ มี อยู่ หรือ เกิดขึ้น จาก การกระทำ ของ จำเลย ที่ 1 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และ ขาดอายุความ แล้ว ขอให้ ยกฟ้อง ระหว่าง พิจารณา จำเลย ที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ ยื่น คำร้องขอ ให้เรียก นาง คนึงเนตร พรหมเลิศ ภริยา ของ จำเลย ที่ 2 เข้า เป็น คู่ความ แทน ศาลชั้นต้น อนุญาต จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า ข้อเท็จจริง ฟังได้ ว่า จำเลย ที่ 1 เป็นพนักงาน ตำแหน่ง นิติกร ของ โจทก์ ตาม คำสั่ง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอกสาร หมาย จ. 1 และ จ. 14 โดย มี จำเลย ที่ 2 และ ที่ 3 เป็น ผู้ค้ำประกันตาม เอกสาร หมาย จ. 13 โจทก์ ได้ แต่งตั้ง จำเลย ที่ 1 เป็น ทนายความชั้น บังคับคดี ใน คดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 130/2512 ของ ศาลชั้นต้นตาม เอกสาร หมาย ล. 1 เมื่อ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2522 จำเลย ที่ 1กับ จำเลย คดี ดังกล่าว ได้ ตกลง กัน ว่า ให้ จำเลย คดี ดังกล่าว ชำระ ต้นเงินพร้อม ทั้ง ค่าฤชาธรรมเนียม และ ค่า ทนายความ แก่ โจทก์ โดย ไม่ คิด ดอกเบี้ยแล้ว โจทก์ จะ ถอน การ ยึดทรัพย์ ที่ ได้ ยึด ไว้ นั้น ตาม เอกสาร หมาย ล. 7จ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง