ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 7344/2559

หลักกฎหมาย

สัญญาจ้างโฆษณามีข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ในลักษณะเป็นแบบพิมพ์ของสัญญา กับข้อความที่เป็นลายมือเขียนในลักษณะการเติมข้อความลงในช่องที่เว้นว่างไว้สำหรับหัวข้อต่าง ๆ ในแบบพิมพ์ ข้อความที่เป็นลายมือเขียนนอกจากจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคู่สัญญาและผู้ลงนามในสัญญาซึ่งเป็นตัวแทนของคู่สัญญาแล้ว ยังมีข้อตกลงของคู่สัญญาเขียนเติมไว้ในช่องด้านล่างของเอกสารว่า "เมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติ" ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่สัญญาจะเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว นอกจากนี้พฤติการณ์ของคู่สัญญาระหว่างการติดต่อประสานงานกันและในการประชุมที่ไม่มีการกล่าวถึงเงื่อนไขเรื่องข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่จะทำให้สัญญาเป็นผล เงื่อนไขนั้นย่อมเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงที่คู่สัญญาควรมีการเจรจากันในเรื่องดังกล่าว แต่กลับมีการตกลงกำหนดเวลาลงเผยแพร่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะไม่สมเหตุผลหากสัญญายังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงในการชำระเงินค่าจ้าง สัญญาจ้างโฆษณาจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมายแล้ว โดยถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนอันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำการงานจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้ว ผู้ว่าจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องชำระสินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น อีกทั้งเมื่อคู่สัญญาทราบเป็นอย่างดีว่าการทำสัญญาจ้างโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวต่างประเทศทราบข้อมูลการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาที่เหมาะสม การจะลงเผยแพร่บทความโฆษณาใหม่ในช่วงเวลาใด โจทก์ยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างก่อน เพื่อให้จำเลยที่ 1 พิจารณาว่าช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม และจะเกิดประโยชน์สูงสุดจากการโฆษณานั้น การที่โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ไม่เห็นชอบด้วย จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ได้ทำการงานจนสำเร็จให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างเต็มจำนวนตามสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่โจทก์ได้ลงเผยแพร่บทความโฆษณาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์แล้วนั้น เชื่อได้ว่าเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 อยู่บ้าง จำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องชำระค่าจ้างตามส่วนที่ได้รับประโยชน์นั้น ศาลมีอำนาจกำหนดค่าจ้างให้ตามสมควร เมื่อเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 แจ้งขอให้โจทก์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาในเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเรียกเก็บเงิน แสดงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องคาดคะเนว่าข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างควรได้รับการอนุมัติแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว จึงพออนุมานได้ว่าจำเลยที่ 1 สมควรชำระค่าจ้างให้โจทก์ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2553 ถือว่าหนี้ค่าจ้างดังกล่าวถึงกำหนดชำระภายในเดือนสิงหาคม 2553 นั้น แต่เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ค่าจ้างนี้เป็นการอนุมานตามพฤติการณ์ ไม่ใช่กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ให้คำเตือนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,410,866.84 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.8 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 3,501,243.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศสหราชอาณาจักร มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจัดทำและเผยแพร่งานโฆษณา มีนางมาเรีย เป็นผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ในการลงนามในสัญญาจ้างโฆษณาระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รวมถึงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข่าว และสร้างภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานภายในของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยว จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขายพื้นที่โฆษณาในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีนายพูนอังกูล เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 2 ลงนามในสัญญาจ้างโฆษณา โดยระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้จัดทำบทความโฆษณาการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเทศไทย ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ (The Independent) กำหนดขนาดงานโฆษณาใกล้เคียงกับขนาดหน้านิตยสาร (Junior Page) ตกลงค่าจ้างจำนวน 80,820 ยูโร ขณะทำสัญญาจ้างโฆษณา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวซึ่งมีหน้าที่จัดทำโครงการยังไม่ได้มีการตั้งงบประมาณประจำปีไว้สำหรับการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์ของประเทศสหราชอาณาจักร สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวเริ่มต้นเสนอขออนุมัติโครงการและจัดสรรเงินงบประมาณ สำหรับโครงการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 โดยตามหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ต้องมีการนำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครก่อน เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจึงจะเสนอขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผ่านสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร โจทก์ดำเนินการติดต่อกับหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ลงเผยแพร่บทความโฆษณาประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ตามเอกสารการโฆษณา เมื่อโจทก์ดำเนินการแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าจ้างหลายครั้ง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ สำหรับปัญหาที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาจ้างโฆษณากับโจทก์ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 กระทำการแทนนั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้โฆษณาประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ ตามสัญญาจ้างโฆษณา ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งหรือโต้แย้งมาในคำแก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญาจ้างโฆษณาเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยสัญญาจะมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อเมื่อข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างได้รับการอนุมัติแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่าหากข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างไม่ได้รับการอนุมัติ สัญญาจะไม่มีผลบังคับ ข้อความเรื่องข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างระบุอยู่ในช่องด้านล่างของสัญญาอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการชำระเงิน รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดเพื่อการอ้างอิงของผู้ว่าจ้างจึงเกี่ยวข้องกับการชำระเงินเท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง สัญญามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า สัญญาจ้างโฆษณา มีข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ในลักษณะเป็นแบบพิมพ์ของสัญญา กับข้อความที่เป็นลายมือเขียนในลักษณะการเติมข้อความลงในช่องที่เว้นว่างไว้สำหรับหัวข้อต่าง ๆ ในแบบพิมพ์ ข้อความที่เป็นลายมือเขียนนั้นนอกจากจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคู่สัญญาและผู้ลงนามในสัญญาซึ่งเป็นตัวแทนของคู่สัญญาแล้ว มีข้อตกลงของคู่สัญญาเขียนเติมไว้ในช่องด้านล่างของเอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7344/2559 · ทนอย Thanoy