คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 7353/2559
หลักกฎหมาย
ข้อที่โจทก์แก้ฎีกาอ้างมาเป็นเหตุผลบางประการที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาประกอบคำวินิจฉัยให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ฉ้อฉลหลอกลวงในประเด็นว่าจำเลยทั้งสามใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตตามฟ้องหรือไม่ แม้ฎีกาของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาวินิจฉัยดังกล่าวโดยตรงก็ตาม แต่เมื่ออ่านฎีกาของจำเลยที่ 1 ทั้งฉบับแล้ว ก็เห็นได้ว่าเนื้อหาของฎีกาเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องและมีรายละเอียดแสดงเหตุผลว่าที่ถูกควรเป็นเช่นไร ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง) พฤติการณ์ของโจทก์บ่งชี้ให้เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำขอให้โจทก์ การที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการดังกล่าว และการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 3 และร่วมกับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการประกันชีวิตให้โจทก์มาก่อนลงลายมือชื่อเป็นตัวแทนในใบคำขอเอาประกันชีวิตของโจทก์และเอกสารที่เกี่ยวข้องยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฉ้อฉลโจทก์ให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิตทั้ง 4 ฉบับ และให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินจำนวน 521,875 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 24,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ จำนวน 521,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 35,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการแนะนำ ชักชวน และให้คำปรึกษาในการประกันชีวิตเพื่อให้มาทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูแลในการทำประกันชีวิตและโจทก์ได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกแบบตลอดชีพมีเงินปันผล วงเงินเอาประกันภัย 300,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยปีละ 17,004 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 12 กรกฎาคม 2605 ฉบับที่ 2 แบบสะสมทรัพย์สตรี 20 ปี ไม่มีเงินปันผล วงเงินเอาประกันภัย 300,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยปีละ 36,245.50 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 24 พฤษภาคม 2558 ฉบับที่ 3 แบบสะสมทรัพย์ 20 ปี ตรีคูณ วงเงินเอาประกันภัย 2,500,000 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยรายหกเดือน 145,510 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 26 ธันวาคม 2564 โจทก์กู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของโจทก์จากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 432,700 บาท และตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 8 ต่อปี หรือกว่านั้นเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนประกันชีวิต แล้วนำเงินที่กู้ยืมมาดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 3 กู้ยืม ต่อมาจำเลยที่ 3 นำเงินมาใช้คืนให้แก่โจทก์ แล้วจากนั้นโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช็คฉบับแรก จำนวนเงิน 315,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 185,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ขณะโจทก์ตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล จำเลยที่ 3 ได้นำเอกสารซึ่งเป็นแบบฟอร์มต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 หลายฉบับมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันนำเอกสารที่โจทก์ได้ลงชื่อไว้ไปดำเนินการขอทำสัญญาประกันชีวิต โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงและออกกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ให้โจทก์ 4 ฉบับ ดังนี้ ฉบับแรกแบบสะสมทรัพย์ 25 ปี วันเริ่มสัญญาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 วงเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 89,115 บาท ฉบับที่ 2 แบบสะสมทรัพย์ 20 ปี วันเริ่มสัญญา วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 วงเงินเอาประกันภัย 1,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 96,300 บาท ฉบับที่ 3 แบบสะสมทรัพย์ 25 ปี วันเริ่มสัญญาวันที่ 31 ตุลาคม 2549 วงเงินเอาประกันภัย 4,000,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 301,079 บาท และฉบับที่ 4 แบบตลอดชีพไม่มีเงินปันผล วันเริ่มสัญญาวันที่ 31 ตุลาคม 2549 วงเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยปีละ 14,596.40 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตเดิมของโจทก์ ซึ่งครบกำหนดรอบปีในวันที่ 26 ธันวาคม 2549 และครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินให้โจทก์ 500,000 บาท หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ แต่เนื่องจากโจทก์มีเงินกู้ค้างชำระอยู่ 501,422.48 บาท จำเลยที่ 1 จึงหักหนี้ที่ค้างชำระแล้ว โจทก์คงเป็นหนี้ค้างชำระ 1,422.48 บาท โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 แล้วและไม่มีหนี้กับจำเลยที่ 1 แต่ตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้นำเงินที่โจทก์ชำระหนี้ไปทำกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ซึ่งโจทก์ได้เคยปฏิเสธไปก่อนแล้ว โจทก์ต้องการทำประกันภัยเพิ่มเพียง 6,000 บาท เท่านั้น จึงไม่ได้อ่านเอกสารที่นำมาให้ลงลายมือชื่อเพราะไว้ใจ จึงขอยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ออกให้ใหม่ แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธโดยอ้างว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่มีผลตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงร้องเรียนและขอความเป็นธรรมต่อกรมการประกันภัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ก่อนว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้โจทก์แก้ฎีกาว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉ้อฉล โดยไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยทำนองว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารที่จำเลยที่ 3 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อ แต่ได้นำเอกสารไปกรอกข้อค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง