คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 7378/2560
หลักกฎหมาย
ก. ผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งสองมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสอง คำเบิกความของ ก. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานย่อมมิใช่คำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด แต่ ก. เบิกความแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนเป็นการเบิกความกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องรอย ทั้งข้อเท็จจริงบางส่วนยังสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของ ก. ด้วย จึงมีเหตุผลเชื่อว่า ก. เบิกความช่วยเหลือจำเลยทั้งสองมากกว่าที่จะเบิกความไปตามที่เป็นจริง เชื่อว่า ก. ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ เมื่อรับฟังประกอบคำเบิกความของ ร้อยตำรวจโท ศ. ผู้ร่วมจับกุม ที่ยืนยันว่า ก. โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง โดยให้ ก. โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และนัดรับมอบเมทแอมเฟตามีนที่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งต่อมาจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์มายังบ้านที่เกิดเหตุ แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ก่อนที่จะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ก. การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร้อยตำรวจโท ศ. และ ร้อยตำรวจโท พ. ผู้ร่วมจับกุมตรวจค้นพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ภายในห้องของบ้านที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นกุญแจให้ไขตู้เสื้อผ้าที่ปิดล็อกก็พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และตามบันทึกการจับกุมระบุว่าจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นสามีภริยากันและเป็นผู้เช่าบ้านที่เกิดเหตุจริง จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 15พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 66พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 7
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1736/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 700,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2534) มาตรา 7 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 9 ปี และปรับ 525,000 บาท ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 300,000 บาท รวมจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน และปรับคนละ 825,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1736/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทศักดิ์ชาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ่อผุด ร้อยตำรวจโทพิเชษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเกาะสมุย กับพวก ไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 80/2 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เกิดเหตุ พบนายกอเซ็ม และนางสาวกาญจนา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1822/2557 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนั้นจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านเกิดเหตุจากการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด รวม 471 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ซอง น้ำหนัก 43.280 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 9.198 กรัม สมุดบัญชีเงินฝาก 2 เล่ม และอุปกรณ์การเสพยาเสพติด 1 ชุด กับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขโทรศัพท์ 08 4822 5xxx ของจำเลยที่ 2 ตามบัญชีของกลางคดีอาญา ร้อยตำรวจโทศักดิ์ชายกับพวกจึงจับกุมนายกอเซ็ม นางสาวกาญจนา และจำเลยทั้งสอง แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าคำเบิกความหรือคำให้การชั้นสอบสวนของนายกิตติศักดิ์อย่างใดเป็นความจริง นายกิตติศักดิ์เบิกความว่า พยานให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่าจะช่วยล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เจ้าพนักงานตำรวจสอบถามพยานว่าสามารถนำเจ้าพนักงานตำรวจไปล่อซื้อยาเสพติดเพิ่มเติมได้หรือไม่ พยานตอบตกลง และได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่นายกอเซ็ม แต่ขณะนั้นเสียงปลายสายที่รับโทรศัพท์เป็นจำเลยที่ 1 พยานแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า จะไปเอางาน จำนวน 50 เม็ด ตกลงราคาซื้อขาย 15,000 บาท จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้โอนชำระเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยส่งข้อความรายละเอียดหมายเลขบัญชีที่จะให้โอนทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ตกลงนัดหมายรับมอบยาเสพติดที่บ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของนายกอเซ็ม แต่ไม่ได้นัดหมายเวลาที่จะไปรับมอบยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมพยานไปที่บ้านที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ช่วงระหว่างเวลา 12 ถึง 18 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุมีการโทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เป็นระยะ บางครั้งก็มีเสียงผู้หญิงที่ปลายสาย พยานยืนยันว่าได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ หมายเลขโทรศัพท์ที่พยานติดต่อไปเพื่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน คือ หมายเลข 08 4
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง